ข้อคิดจาก Insects

ข้อคิดจาก Insects วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:00:00
น.แบ่งปันข่าวนี้บน facebook Share โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
นี่จะเป็นอีกบทความหนึ่งของผมที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่อย่านึกว่าเพราะมันยากนะครับ เป็นเพราะผมเองคิดไม่กระจ่างพอต่างหาก
ผมอ่านปฏิกิริยาของผู้คนหลากหลายที่มีต่อการ “ห้ามฉาย” ภาพยนตร์เรื่อง
Insects in the Backyard แล้ว ก็คิดอะไรต่อไปอีกหลายเรื่อง
แต่ไม่แตกสักเรื่องเดียว
นอกจากการตั้งคำถามกับข้อสรุปที่อยู่เบื้องหลังการ “กลั่นกรอง”
ข่าวสารข้อมูลที่สังคมพึงได้รับ
อันเป็นข้อสรุปที่ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย
แต่มีในเกือบทุกสังคมทั้งโลกกระมัง ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนี้
แต่ก็จับความจากข่าวในทีวีและคำสัมภาษณ์ของคุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
ผู้สร้างได้ว่า เรื่องนี้คงเกี่ยวกับเพศที่สาม
เพราะคุณธัญญ์วารินกล่าวว่า “คนเรามักถูกกำหนดให้รับบทบาททางสังคม
ตามเพศ [ที่] เราถือกำเนิดมาแต่แรก
โดยที่ไม่มีสิทธิเลือกในสิ่งที่เราต้องการ” นอกจากนี้
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากแก่ผม
ขอยกคำพูดของคุณธัญญ์วารินอีกว่า “คนเราในสังคม ต่างก็เป็น
′แมลงในสวนหลังบ้าน′ ของกันและกัน
เราต่างไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย
แม้ว่าเขาจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม”
ผมก็เห็นด้วยกับผู้คนจำนวนมากที่คัดค้านมติ “ห้ามฉาย”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ของคณะกรรมการจัดเรตติ้ง
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะประณามกระทรวงวัฒนธรรมได้หรือไม่
เพราะถ้าให้กระทรวงเข้าไปแทรกแซงสั่งคณะกรรมการให้อนุญาตได้
ก็ไม่รู้จะมีกรรมการไปทำไม
ความเป็นอิสระของกรรมการน่าจะมีความสำคัญในการใช้วิจารณญาณโดยไม่ต้องเกรงใจรัฐมนตรี
หากกระทรวงจะต้องรับผิดชอบต่อกรณีนี้ ก็น่าจะอยู่ตรงที่ว่าไปเลือก 7
มหากาฬนี้มานั่งเป็นกรรมการทำไม
เราจึงน่าจะกลับมาคิดทบทวนเรื่องที่มาของกรรมการ
(ถ้าเรายังเชื่อในการจัดเรตติ้งอยู่) รวมทั้งคิดถึงเรตติ้งทั้ง 7 ว่า
ควรจะมี “ห” หรือห้ามฉายในที่สาธารณะเอาไว้หรือไม่
และถ้าคิดก็ต้องกล้าคิดไปถึงหนังโป๊
และหนังอนาจารเด็กด้วยเลยนะครับว่า การมีเรตติ้ง “ห”
ช่วยทำให้ไม่มีใครสร้างและฉายหนังโป๊หรือหนังอนาจารเด็กได้จริงหรือไม่
และถ้าจะทบทวนที่มาของกรรมการกันใหม่
ผมก็อยากให้ทบทวนหลักการพื้นฐานว่า กรรมการต้องเป็นผู้ “เชี่ยวชาญ”
ด้วยเลย กฎหมายควรให้อำนาจแก่ความ “เชี่ยวชาญ” แค่ไหน? อย่าลืมว่า
แม้กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจอะไรไว้เลย ความ “เชี่ยวชาญ”
ก็เป็นอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว
แต่ก็เป็นอำนาจที่มีการถ่วงดุลในตัวเองด้วย เช่นผู้ “เชี่ยวชาญ”
วิจารณ์หนังในสื่อ ก็มีคนที่อ้างว่าเชี่ยวชาญเหมือนกันออกมาคัดค้าน
และถึงที่สุดแล้วสังคมเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใคร
คือจะดูหรือไม่ดูหนังเรื่องนั้น
ที่ผมห่วงก็เพราะจะเกิดประเพณีแบบรัฐธรรมนูญ
คือสงวนที่นั่งเอาไว้ให้แก่ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ไม่ต้องพิสูจน์ เช่น
อธิการบดี, ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์, ผู้พิพากษา,
ผู้เคยดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง ฯลฯ
คราวนี้ก็จะสงวนที่นั่งไว้ให้แก่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนด้านภาพยนตร์อีก
ผมเป็นห่วงลุงท้วมที่ชอบดูทีวีทั้งวัน
แกจะได้ดูหนังที่ถูกรสนิยมของแกเมื่อไรล่ะครับ
เราจะปล่อยให้อำนาจของความ “เชี่ยวชาญ”
รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นแค่ไหน? ถ้าไหนๆ จะทบทวนกันแล้ว
ผมคิดว่าน่าจะคิดทบทวนระบบเรตติ้งซึ่งเราลอกมาจากสังคมอื่นด้วย
ระบบเรตติ้งนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์
โดยเฉพาะมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่อายุยังไม่ถึง 18 แต่ก็รวมไปถึงตัวโตๆ
ที่อายุ 70 อย่างผมด้วย สื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์แน่
ถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ไม่ต้องเชื่อเรื่องการศึกษาทุกชนิด
(ครูก็เป็นสื่อชนิดหนึ่ง)
แต่ความรู้เพียงเท่านี้ไม่พอที่เราจะไปกำกับควบคุมสื่อได้
เพราะอันที่จริงเราไม่รู้ดีว่าอิทธิพลของสื่อนั้นทำงานอย่างไร
ในเงื่อนไขอะไร มากน้อยเพียงใด
การรับสารจากสื่อนานาชนิดของมนุษย์นั้นผ่านกระบวนการที่สลับซับซ้อนอย่างไร
กว่าจะมีผลต่อพฤติกรรม ฯลฯ
ตัวพฤติกรรมมนุษย์เองก็มีที่มาสลับซับซ้อนด้วยปัจจัยหลากหลายชนิด
เกินกว่าความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบันจะหยั่งได้ทั่วถึง
จะมาสรุปกันง่ายๆ ว่า เห็นเขาปล้ำผู้หญิงในหนัง
ออกจากโรงหนังคนมีแรงทุกคนก็จะปล้ำผู้หญิงบ้าง
ไม่ง่ายและมักง่ายไปหน่อยหรือครับ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรสำเหนียกไว้ด้วยก็คือ
ระบบเรตติ้งในหลายสังคม เช่น สหรัฐนั้น
ไม่มีอำนาจรัฐอยู่เบื้องหลังเลยนะครับ
เป็นเรื่องตกลงพร้อมใจกันของแขนงต่างๆ ในธุรกิจภาพยนตร์
อย่างน้อยก็เพื่อสร้างมโนภาพว่ากูรับผิดชอบต่อสังคมนะเฟ้ย
ในขณะที่ระบบเรตติ้งของไทยนั้นตั้งอยู่บนอำนาจรัฐเต็มๆ เลย
และเมื่อตั้งอยู่บนอำนาจรัฐ
ก็ต้องมาดูการกระทำของคณะกรรมการว่าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐหรือไม่
รัฐเพิ่งโอ่ไม่นานมานี้ว่า
มีนโยบายจะทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นแขนงใหม่ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
น่าประหลาดที่การสร้างสรรค์นั้น
ไม่มีเทวดามาคอยชี้ว่าอย่างไหนคือสร้างสรรค์ และอย่างไหนไม่ใช่ ฉะนั้น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นได้จากการทดลอง
และการทดลองที่จะเกิดมรรคผลได้ ก็อยู่ที่เสรีภาพในการทดลอง
ถ้ารัฐถืออำนาจคอยชี้ว่าอันนี้สร้างสรรค์ได้ อันนี้สร้างสรรค์ไม่ได้
ก็ไม่มีใครอยากทดลองสร้างสรรค์อะไร
เพราะเสี่ยงที่จะหมดเนื้อหมดตัวได้ง่ายๆ
คณะกรรมการจัดเรตติ้งกำลังส่งสัญญาณแก่สังคมว่า
อย่าทะลึ่งสร้างสรรค์อะไรที่กูไม่ชอบ ใช่ไหม?
คณะกรรมการให้เหตุผลในการ “แบน” หนังเรื่องนี้ว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดี
ผมจึงนึกเลยไปถึงเรื่องของ “ศีลธรรม”
ซึ่งถูกใช้เป็นความชอบธรรมของอำนาจทุกชนิดในสังคมไทยอย่างหน้าด้านๆ
มากขึ้นในเวลานี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นมีสองด้านเสมอ
ด้านหนึ่งคือด้านที่มุ่งจะผดุงสังคมให้ดำรงอยู่สืบไปได้ เช่น
ละเว้นจากการฆ่า, ขโมย, ผิดลูกผิดเมีย, โกหก เป็นต้น
อีกด้านหนึ่งเพื่อผดุงบุคคลให้ก้าวหน้าไปสู่จุดหมายสูงสุดทางศาสนา
เช่น ละเว้นจากการเสพของมึนเมา แม้ว่าการเสพอาจทำให้ง่วงแล้วเข้านอน
(จึงได้ละเว้นจากการฆ่า, ขโมย, ผิดลูกผิดเมีย และโกหก ไปโดยปริยาย)
แต่การเสพของมึนเมาทำให้ขาดสติ ถึงไม่ไปทำร้ายใครเลย ก็ทำร้ายตนเอง
เพราะไม่ได้ละเว้นความชั่วเพราะใช้ปัญญาไตร่ตรองจริง
หากเป็นเพราะเมาจนพับไปเลยทำชั่วไม่ได้ต่างหาก
รวมทั้งขาดสติที่จะคอยเตือนตนเองถึงพระไตรลักษณ์
อันจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการยึดมั่นถือมั่นต่างๆ
ยิ่งห่างไกลพระนิพพานเข้าไปอีก
ศีลธรรมด้านที่สองนี้มีในทุกศาสนานะครับ
เดินทางลำบากลำบนเพื่อไปทำฮัจญ์ ไม่เกี่ยวอะไรกับสังคม
แต่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าครบถ้วน
จึงทำให้มั่นใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งอื่นๆ อย่างเคร่งครัดต่อไป
เช่นเดียวกับผู้นับถือคาทอลิค ไม่กินเนื้อในวันศุกร์
ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการผดุงสังคม
แต่เป็นการผดุงตนเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนา
ผมไม่ปฏิเสธว่าสองด้านของศีลธรรมนี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่มาก เช่น
โกหกบ่อยๆ
ก็ทำให้ต้องใช้สติไปในทางจำคำโกหกของตนให้ได้มากกว่าใช้ไปในทางที่เกิดปัญญา
แต่สองด้านของศีลธรรมนี้มีอยู่จริง
นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ด้วย
เรามักเอาสองด้านนี้มาปะปนกันอยู่เสมอ
โดยลืมไปว่ารัฐและสังคมปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่กำกับศีลธรรมด้านที่หนึ่งแทนศาสนามากแล้ว
เช่น มีตำรวจไล่จับผู้ร้ายเป็นต้น
(ตำรวจโบราณคือผู้ผดุงอำนาจรัฐหรือผู้ปกครอง
ตำรวจสมัยปัจจุบันคือผู้ผดุงสังคม) แต่ในรัฐและสังคมที่อ่อนแอ
เมื่อกลไกของรัฐก็ตาม ระบบการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ก็ตาม
ทำงานอย่างห่วยแตก ก็มักจะยกเอาศีลธรรมเข้ามาพร่ำบ่นแทน
(และมักไม่ได้ผลมากไปกว่าทำให้ผู้พูดกลายเป็นคนมีศีลธรรมขึ้นมา)
รัฐและสังคมไทยเป็นหนึ่งในรัฐและสังคมที่อ่อนแอในเรื่องนี้
กลไกรัฐอ่อนแอนั้น ผมขอไม่พูดถึง เพราะพูดกันมามากแล้ว
แต่ผมอยากพูดถึงกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมที่อ่อนแอมากกว่า
นอกจากเรามีโรงเรียนที่ไม่มีพลังพอจะกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่
ให้เข้ามาสู่สังคมอย่างที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมแล้ว หน่วยอื่นๆ
ของการกล่อมเกลาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว, ชุมชน, วัด, สื่อ,
สังคมโดยรวม ฯลฯ ก็อ่อนแอพอๆ กันด้วย
ผลคือเราต้องหันไปใช้รัฐที่มีกลไกอ่อนแอและสับปะรังเคของเรา
ในการกำกับควบคุมพฤติกรรมพลเมืองอยู่เสมอ การที่รัฐใช้อำนาจ “แบน”
หนังที่รัฐเชื่อว่า ขืนปล่อยให้ดู เราจะเสียผู้เสียคนกันไปหมด
ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับควบคุมพลเมือง
กูจะบังคับให้มึงมีศีลธรรมด้วยการปิดตา
อำนาจอันล้นเกินของรัฐซึ่งสังคมไทยก็มักยินดียกให้นี้
เมื่อเป็นรัฐที่อ่อนแอด้วยกลไกสับปะรังเค
ย่อมไม่บังเกิดผลอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เป็นอันตรายมากกว่าก็คือ
ทำให้เราละเลยที่จะหันกลับไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม
จะโดยการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของสถาบันและองค์กรเดิมๆ
หรือคิดสร้างองค์กรและกระบวนการใหม่ๆ
ที่สอดคล้องกับยุคสมัยขึ้นมาทำหน้าที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เราไม่ทำเลย
แต่ยกอำนาจให้รัฐไปทำแบบห่วยแตกไปเรื่อยๆ อำนาจที่รัฐมีนี้
รัฐนำไปใช้เพื่อ “ขโมย” ก็มากทีเดียว เช่น
หากกรรมการจัดเรตติ้งมีอำนาจมากอย่างนี้
ก็เป็นไปได้ที่จะรับสินบนผู้สร้างหนัง
เพราะผลประโยชน์รออยู่มหาศาลพอที่จะจ่ายได้
หรือเจ้าหน้าที่ปราบยาเสพติด รับสินบนเพื่อเอาชื่อออกจากบัญชีดำ
หรือปล่อยให้คาราวานเล็ดลอดเข้ามา
เพราะผลประโยชน์ก็รออยู่มหาศาลเหมือนกัน
เราไม่เคยคิดถึงการทำให้ด้านความต้องการยาเสพติดลดลง
หรือความต้องการทำอนาจารเด็กลดลง
หรืออย่างน้อยก็ถูกตนเองและสังคมรอบข้างกำกับมากขึ้น รัฐอย่างเดียว -
แม้แต่รัฐที่เข้มแข็ง -
ก็ไม่สามารถกำกับศีลธรรมด้านที่สองคือผดุงบุคคลให้บรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนาได้
ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับสองด้านของศีลธรรมก็คือ
ถ้าเราคิดว่าหัวนมผู้หญิงเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดี
(หัวนมผู้หญิงหรือท่าทีต่อหัวนมผู้หญิงกันแน่?)
เราก็จะปิดหัวนมผู้หญิงเอาไว้ให้แน่นหนา
แต่เพื่อการนี้เราต้องแลกกับอะไรบ้าง? ผมคิดว่ามีอย่างน้อยก็สองอย่าง
หนึ่งคือเสรีภาพ
และสองคือความสามารถในการจัดการตนเองเบื้องหน้าหัวนมผู้หญิง
ยิ่งไปกว่านี้เราจะไว้ใจได้อย่างไรว่า
อำนาจปิดหัวนมนี้จะถูกใช้เพื่อปิดหัวนมอย่างเดียว
ไม่ได้ไปปิดอย่างอื่นๆ ซึ่งเป็นสิทธิที่เราพึงเห็นด้วย
มันคุ้มแน่หรือครับ?

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

Why Socialism? By Albert Einstein

“We shall require a substantially new manner of thinking if mankind is to survive.”

Why Socialism? By Albert Einstein

From Monthly Review, New York, May, 1949.

[Re-printed in Ideas and Opinion by Albert Einstein]

Transcribed by Lenny Gray



Is it advisable for one who is not an expert on economic and social issues to express views on the subject of socialism? I believe for a number of reasons that it is.

Let us first consider the question from the point of view of scientific knowledge. It might appear that there are no essential methodological differences between astronomy and economics: scientists in both fields attempt to discover laws of general acceptability for a circumscribed group of phenomena in order to make the interconnection of these phenomena as clearly understandable as possible. But in reality such methodological differences do exist. The discovery of general laws in the field of economics is made difficult by the circumstance that observed economic phenomena are often affected by many factors which are very hard to evaluate separately. In addition, the experience which has accumulated since the beginning of the so-called civilized period of human history has — as is well known — been largely influenced and limited by causes which are by no means exclusively economic in nature. For example, most of the major states of history owed their existence to conquest. The conquering peoples established themselves, legally and economically, as the privileged class of the conquered country. They seized for themselves a monopoly of the land ownership and appointed a priesthood from among their own ranks. The priests, in control of education, made the class division of society into a permanent institution and created a system of values by which the people were thenceforth, to a large extent unconsciously, guided in their social behavior.

But historic tradition is, so to speak, of yesterday; nowhere have we really overcome what Thorstein Veblen called “the predatory phase” of human development. The observable economic facts belong to that phase and even such laws as we can derive from them are not applicable to other phases. Since the real purpose of socialism is precisely to overcome and advance beyond the predatory phase of human development, economic science in its present state can throw little light on the socialist society of the future.

Second, socialism is directed toward a social-ethical end. Science, however, cannot create ends and, even less, instill them in human beings; science, at most, can supply the means by which to attain certain ends. But the ends themselves are conceived by personalities with lofty ethical ideals and — if these ends are not stillborn, but vital and vigorous — are adopted and carried forward by those many human beings who, half-unconsciously, determine the slow evolution of society.

For these reasons, we should be on our guard not to overestimate science and scientific methods when it is a question of human problems; and we should not assume that experts are the only ones who have a right to express themselves on questions affecting the organization of society.

Innumerable voices have been asserting for some time now that human society is passing through a crisis, that its stability has been gravely shattered. It is characteristic of such a situation that individuals feel indifferent or even hostile toward the group, small or large, to which they belong. In order to illustrate my meaning, let me record here a personal experience. I recently discussed with an intelligent and well-disposed man the threat of another war, which in my opinion would seriously endanger the existence of mankind, and I remarked that only a supranational organization would offer protection from that danger. Thereupon my visitor, very calmly and coolly, said to me: “Why are you so deeply opposed to the disappearance of the human race?”

I am sure that as little as a century ago no one would have so lightly made a statement of this kind. It is the statement of a man who has striven in vain to attain an equilibrium within himself and has more or less lost hope of succeeding. It is the expression of a painful solitude and isolation from which so many people are suffering in these days. What is the cause? Is there a way out?

It is easy to raise such questions, but difficult to answer them with any degree of assurance. I must try, however, as best I can, although I am very conscious of the fact that our feelings and strivings are often contradictory and obscure and that they cannot be expressed in easy and simple formulas.

Man is, at one and the same time, a solitary being and a social being. As a solitary being, he attempts to protect his own existence and that of those who are closest to him, to satisfy his personal desires, and to develop his innate abilities. As a social being, he seeks to gain the recognition and affection of his fellow human beings, to share in their pleasures, to comfort them in their sorrows, and to improve their conditions of life. Only the existence of these varied, frequently conflicting strivings accounts for the special character of a man, and their specific combination determines the extent to which an individual can achieve an inner equilibrium and can contribute to the well-being of society. It is quite possible that the relative strength of these two drives is, in the main, fixed by inheritance. But the personality that finally emerges is largely formed by the environment in which a man happens to find himself during his development, by the structure of the society in which he grows up, by the tradition of that society, and by its appraisal of particular types of behavior. The abstract concept “society” means to the individual human being the sum total of his direct and indirect relations to his contemporaries and to all the people of earlier generations. The individual is able to think, feel, strive, and work by himself; but he depends so much upon society — in his physical, intellectual, and emotional existence — that it is impossible to think of him, or to understand him, outside the framework of society. It is “society” which provides man with food, clothing, a home, the tools of work, language, the forms of thought, and most of the content of thought; his life is made possible through the labor and the accomplishments of the many millions past and present who are all hidden behind the small word “society.”

It is evident, therefore, that the dependence of the individual upon society is a fact of nature which cannot be abolished — just as in the case of ants and bees. However, while the whole life process of ants and bees is fixed down to the smallest detail by rigid, hereditary instincts, the social pattern and interrelationships of human beings are very variable and susceptible to change. Memory, the capacity to make new combinations, the gift of oral communication have made possible developments among human beings which are not dictated by biological necessities. Such developments manifest themselves in traditions, institutions, and organizations; in literature; in scientific and engineering accomplishments; in works of art. This explains how it happens that, in a certain sense, man can influence his life through his own conduct, and that in this process conscious thinking and wanting can play a part.

Man acquires at birth, through heredity, a biological constitution which we must consider fixed and unalterable, including the natural urges which are characteristic of the human species. In addition, during his lifetime, he acquires a cultural constitution which he adopts from society through communication and through many other types of influences. It is this cultural constitution which, with the passage of time, is subject to change and which determines to a very large extent the relationship between the individual and society Modern anthropology has taught us, through comparative investigation of so-called primitive cultures, that the social behavior of human beings may differ greatly, depending upon prevailing cultural patterns and the types of organization which predominate in society. It is on this that those who are striving to improve the lot of man may ground their hopes: human beings are not condemned, because of their biological constitution, to annihilate each other or to be at the mercy of a cruel, self-inflicted fate.

If we ask ourselves how the structure of society and the cultural attitude of man should be changed in order to make human life as satisfying as possible, we should constantly be conscious of the fact that there are certain conditions which we are unable to modify. As mentioned before, the biological nature of man is, for all practical purposes, not subject to change. Furthermore, technological and demographic developments of the last few centuries have created conditions which are here to stay. In relatively densely settled populations with the goods which are indispensable to their continued existence, an extreme division of labor and a highly centralized productive apparatus are absolutely necessary. The time — which, looking back, seems so idyllic — is gone forever when individuals or relatively small groups could be completely self-sufficient. It is only a slight exaggeration to say that mankind constitutes even now a planetary community of production and consumption.

I have now reached the point where I may indicate briefly what to me constitutes the essence of the crisis of our time. It concerns the relationship of the individual to society. The individual has become more conscious than ever of his dependence upon society. But he does not experience this dependence as a positive asset, as an organic tie, as a protective force, but rather as a threat to his natural rights, or even to his economic existence. Moreover, his position in society is such that the egotistical drives of his make-up are constantly being accentuated, while his social drives, which are by nature weaker, progressively deteriorate. All human beings, whatever their position in society, are suffering from this process of deterioration. Unknowingly prisoners of their own egotism, they feel insecure, lonely, and deprived of the naive, simple, and unsophisticated enjoyment of life. Man can find meaning in life, short and perilous as it is, only through devoting himself to society.

The economic anarchy of capitalist society as it exists today is, in my opinion, the real source of the evil. We see before us a huge community of producers the members of which are unceasingly striving to deprive each other of the fruits of their collective labor — not by force, but on the whole in faithful compliance with legally established rules. In this respect, it is important to realize that the means of production — that is to say, the entire productive capacity that is needed for producing consumer goods as well as additional capital goods — may legally be, and for the most part are, the private property of individuals.

For the sake of simplicity, in the discussion that follows I shall call “workers” all those who do not share in the ownership of the means of production — although this does not quite correspond to the customary use of the term. The owner of the means of production is in a position to purchase the labor power of the worker. By using the means of production, the worker produces new goods which become the property of the capitalist. The essential point about this process is the relation between what the worker produces and what he is paid, both measured in terms of real value. In so far as the labor contract is “free,” what the worker receives is determined not by the real value of the goods he produces, but by his minimum needs and by the capitalists’ requirements for labor power in relation to the number of workers competing for jobs. It is important to understand that even in theory the payment of the worker is not determined by the value of his product.

Private capital tends to become concentrated in few hands, partly because of competition among the capitalists, and partly because technological development and the increasing division of labor encourage the formation of larger units of production at the expense of the smaller ones. The result of these developments is an oligarchy of private capital the enormous power of which cannot be effectively checked even by a democratically organized political society. This is true since the members of legislative bodies are selected by political parties, largely financed or otherwise influenced by private capitalists who, for all practical purposes, separate the electorate from the legislature. The consequence is that the representatives of the people do not in fact sufficiently protect the interests of the underprivileged sections of the population. Moreover, under existing conditions, private capitalists inevitably control, directly or indirectly, the main sources of information (press, radio, education). It is thus extremely difficult, and indeed in most cases quite impossible, for the individual citizen to come to objective conclusions and to make intelligent use of his political rights.

The situation prevailing in an economy based on the private ownership of capital is thus characterized main principles: first, means of production (capital) are privately owned and the owners dispose of them as they see fit; second, the labor contract is free. Of course, there is no such thing as a pure capitalist society in this sense. In particular, it should be noted that the workers, through long and bitter political struggles, have succeeded in securing a somewhat improved form of the “free labor contract” for certain categories of workers. But taken as a whole, the present-day economy does not differ much from “pure” capitalism.

Production is carried on for profit, not for use. There is no provision that all those able and willing to work will always be in a position to find employment; an “army of unemployed” almost always exists. The worker is constantly in fear of losing his job. Since unemployed and poorly paid workers do not provide a profitable market, the production of consumers’ goods is restricted, and great hardship is the consequence. Technological progress frequently results in more unemployment rather than in an easing of the burden of work for all. The profit motive, in conjunction with competition among capitalists, is responsible for an instability in the accumulation and utilization of capital which leads to increasingly severe depressions. Unlimited competition leads to a huge waste of labor, and to that crippling of the social consciousness of individuals which I mentioned before.

This crippling of individuals I consider the worst evil of capitalism. Our whole educational system suffers from this evil. An exaggerated competitive attitude is inculcated into the student, who is trained to worship acquisitive success as a preparation for his future career.

I am convinced there is only one way to eliminate these grave evils, namely through the establishment of a socialist economy, accompanied by an educational system which would be oriented toward social goals. In such an economy, the means of production are owned by society itself and are utilized in a planned fashion. A planned economy, which adjusts production to the needs of the community, would distribute the work to be done among all those able to work and would guarantee a livelihood to every man, woman, and child. The education of the individual, in addition to promoting his own innate abilities, would attempt to develop in him a sense of responsibility for his fellow-men in place of the glorification of power and success in our present society.

Nevertheless, it is necessary to remember that a planned economy is not yet socialism. A planned economy as such may be accompanied by the complete enslavement of the individual. The achievement of socialism requires the solution of some extremely difficult socio-political problems: how is it possible, in view of the far-reaching centralization of political and economic power, to prevent bureaucracy from becoming all-powerful and overweening? How can the rights of the individual be protected and therewith a democratic counterweight to the power of bureaucracy be assured?

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

“ขายยาขาดจริยธรรม” ต้นเหตุยาราคาแพง

“ขายยาขาดจริยธรรม” ต้นเหตุยาราคาแพง

เขียนโดย webmaster เมื่อ อ, 12/15/2009 – 11:19

วันที่ 14 ธันวาคม ที่สภาการพยาบาล สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเสวนาเรื่อง การขับเคลื่อนหลักเกณฑ์จริยธรรมด้านการส่งเสริมการขายยาเพื่อลดผลกระทบต่อ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้ป่วย โดย ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการศึกษาปัญหาการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม ส่งผลกระทบ 1.ด้านสังคม คือเกิดการใช้ยาไม่เหมาะสม ซึ่งพบมาในกลุ่ม ยาลดไขมัน มีการใช้ยาไม่เป็นไปตามมาตรฐานการรักษามากถึง 85% ยาเบาหวาน ยาปฏิชีวนะ หรือกลุ่มยาราคาแพง จึงสร้างความไม่เป็นธรรมในระบบสุขภาพ 2.ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยมียาหลายรายการที่มีราคาสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายงานวิจัยในต่างประเทศศึกษาว่าประเทศไทย มีมูลค่าการส่งเสริมการขายยาสูงกว่าการวิจัยพัฒนายามากถึง 2 เท่า จึงทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาแพงขึ้น

ผศ.ภญ.นิยดา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ยามีราคาแพงส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจยามีการส่งเสริมกลยุทธ์การ ส่งเสริมการขายยารูปแบบต่างๆ ทั้งกลยุทธ์ขายยาให้ประชาชนทั่วไป และขายให้บุคลากรทางการแพทย์โดยตรง โดยเฉพาะยาที่มีราคาแพงและยานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจากการศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายในการโฆษณายาของไทย โดยเฉพาะการโฆษณายาสู่ผู้บริโภคในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ปี 2549-2552 เป็นเงินมูลค่าสูงถึงปีละ 2,500 ล้านบาท พบว่ามีการโฆษณาผ่านวิทยุ 525 รายการในพื้นที่ 5 จังหวัด เป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย แสดงสรรพคุณเกินจริง แสดงข้อความไม่ถูกต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านวิทยุชุมชนมีปัญหาการโฆษณายาไม่ได้รับอนุญาตด้วยการพูด สดในรายการ ขณะที่การโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต พบว่ามีการโฆษณาไม่ได้รับอนุญาตสูงถึง 85% เช่น ขายยาทำแท้ง ยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ยาทำให้หมดสติเพื่อข่มขื่นเหยื่อ การหลอกขายยารักษาโรคเอดส์ ซึ่งยากต่อการจับกุมดำเนินคดี  “ปัญหา ที่เกิดขึ้นมาจากไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการส่งเสริมการขายโดยตรง และกฎหมายที่มีอยู่ไม่ทันสมัยไม่ทันสถานการณ์ รวมถึงการบังคับใช้ไม่มี ประสิทธิภาพ และบทลงโทษไม่เข้มแข็ง ที่สำคัญกฎหมายควบคุมวิชาชีพไม่มีเกณฑ์จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่ชัดเจน มีกำหนดเพียง ให้แพทย์รับของขวัญจากบริษัทยาที่มีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาทเท่านั้น แต่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์การมีปฏิสัมพันธ์เรื่องการส่งเสริมการขายของบริษัทยา แต่อย่างใด ขณะที่ระบบการควบคุมแบบสมัครใจของภาคอุตสาหกรรมยา มีการรายงานความไม่ชอบมาพากลเพียงปีละ 1-2 กรณีเท่านั้น ซึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด” ผศ.ภญ.นิยดา กล่าว

ด้าน นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายยาและเวชภัณฑ์กับผู้ ประกอบวิชาชีพแพทย์ คือ การที่บุคคลระดับอาจารย์แพทย์ รับของแจกตั้งแต่ปากกายันไปถึงการเชิญไปดูงานต่างประเทศ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อนักศึกษาแพทย์เห็นอาจารย์แพทย์ทำเป็นแบบอย่างก็จะเห็นเป็นเรื่องปกติ ด้วยเช่นกัน จนจะทำให้สูญเสียความเป็นต้นแบบที่ดีมีจริยธรรม ซึ่งความเสียหายในเชิงต้นแบบที่ดีนี้ประเมินความเสียหายไมได้

นพ.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ได้พบเห็นการสนับสนุนของบริษัทยาและเวชภัณฑ์ มี 5 รูปแบบ คือ 1.ในห้องพักของแพทย์ทุกอย่างล้วนได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยาทั้งสิ้น ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่มูลค่าที่เคยมีการกำหนดว่าห้ามรับเกิน 3,000 บาท แต่การสนับสนุนดังกล่าวทำให้เกิดการปลูกฝังฐานความคิดเกื้อกูลกัน 2.การเชิญอาจารย์แพทย์ไปให้ความรู้ในโรงพยาบาลอื่นๆ โดยบริษัทยาได้สนับสนุนอาหารกลางวันในการถ่ายทอดความรู้ด้วย หากอาจารย์แพทย์คิดว่า บริษัทยาเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นเรื่องปกติ แพทย์ที่รับความรู้ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติไปด้วย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่อวงไม่ธรรมดา การถ่ายทอดความรู้วิชาการเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่ต้องให้บริษัทยามาสนับสนุนอาหารกลางวันจะดีกว่า” นพ.ประเสริฐ กล่าว
นพ.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า 3.การแจกยาตัวอย่าง โดยนำยาตัวอย่างไปให้กับห้องยาโดยตรง ซึ่งส่งผลเสียต่อคนไข้เพราะเมื่อยาดังกล่าวหมดก็จะไม่มียายี่ห้อเดียวกันอีก จึงควรที่จะเสนอตามหลักวิชาการเท่านั้น 4.การประชุมในประเทศ ทั้งในกทม.และเมืองท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของกทม.แพทย์มีกฎว่าประชุมปีละไม่เกิน 2 ครั้ง แต่หากต้องการประชุมครั้งที่ 3 ก็ไม่มีงบ จึงต้องสนับสนุนจากบริษัทยา ซึ่งการเดินทางสะดวกกว่าแบบสวรรค์กับนรก เพราะเมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิถ้างบสถานพยาบาลก็หารถเอง แต่ถ้าบริษัทยามีป้ายโรงแรมมารอรับถึงที่ และ 5.ในส่วนของการสนับสนุนเดินทางไปยังต่างประเทศ ก็ที่มีบริษัทยาตามดูแลอำนวยความสะดวกให้โดยตลอด “ผม ได้รู้สึกเหมือนกับอดัมเลยว่า แอปเปิ้ลเหล่านี้ห้ามลิ้มลอง หากได้ลิ้มลองแล้วอาจจะทำให้ติด ไม่อาจถอนตัวขึ้น เพราะมันยั่วยวนจริงๆ โชคดีที่ผมไม่ลิ้มลองจึงรอดถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสามารถหาทางแก้ไขเชิงระบบได้ แต่มีกรณีที่รับไม่ได้คือ 1 การให้ค่าตอบแทนเป็นเงินสด เมื่อแพทย์สั่งจ่ายยาได้ตามจำนวน 2 การให้ยาตัวอย่างกับคนไข้โดยตรงประมาณ 10-20 เม็ด โดยไม่ได้มีการนัดมาตรวจซ้ำ ซึ่งเคยพบยารักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการส่งเสริมการขาย 3 การให้วิชาชีพมาดำเนินการในสิ่งที่ไม่เหมาะสม อาทิ เซลล์ขายยาที่เป็นเภสัชกรกลับต้องมาปรนนิบัติแพทย์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นวิชาชีพ ไม่ใช่อาชีพ และ 4 การเปลี่ยนการสั่งจ่ายยาที่มีความเข้มข้นน้อยเป็นความเข้มข้นมากกว่า เพื่อให้ได้ยอด ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้” นพ.ประเสริฐ กล่าว

พญ.สยมพร ศิรินาวิน อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแพทยสภา สมาคมผู้วัจิยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีมา) ฯลฯ ได้มีการออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเพื่อ ให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลแบบต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง “ที่ สำคัญคือ ไม่เคยมีใครบอกว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องถูกหรือผิด ไม่มีองค์ความรู้ชัดเจน หรือการรับการสนับสนุนจากบริษัทยาในกรณีต่างๆแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นในส่วน รวมคืออะไร ทำให้ยาแพงขึ้นด้วยหรือไม่ กระทบกับงบประมาณด้านสุขภาพโดยรวมของประเทศด้วย เพราะในหลักสูตรแพทย์ไม่ได้มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเชื่อมโยงให้นักศึกษา แพทย์ทราบเลย เชื่อว่าแพทย์กว่า 90% หากทราบถึงผลกระทบแล้วจะรับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม แต่อีก 10% ค่อยหามาตรการในการควบคุมต่อไป” พญ.สยมพร กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ จะมีการเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 11 ประเด็น ซึ่งรวมถึงข้อเสนอแก้ปัญหายุทธศาสตร์การส่งเสริมการขายที่ขาดจริยธรรมด้วย โดยให้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จัดตั้งคณะทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาขององค์การอนามัยโลก เพื่อให้เป็นเกณฑ์กลางของประเทศทั้งในส่วนของการส่งเสริมการขาย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมยา และธรรมาภิบาลโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบยา เพื่อให้มีผลบังคับใช้กฎหมายได้จริง

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2552

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ผ่าระบบโครงสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5 งบประมาณ

มีผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่งพูดแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น เรื่องที่ต้องทำทันที มีปัญหาแล้วจึงแก้ จะรอให้พร้อมก็ไม่มีวันได้ทำ มีนักเศรษฐศาสตร์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการแพทย์มีลักษณะผูกขาดเทคโนโลยี่และ ข้อมูลเอาไว้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอหาข้อมูลครบถ้วนและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเสรีการค้า เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นแล้ว และมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วด้วยปัญหาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่วิธีจัดสรรงบประมาณ หากงบประมาณไม่พอก็ควรทำให้พอ หากการแบ่งเงินระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อย ก็ควรหาทางแก้ไขทำให้เรียบร้อย ไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบเหมา หรือเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่ตรงประเด็น

งบประมาณไม่พอก็เพิ่มด้วยการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า กรณีนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนายแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ และวุฒิสมาชิกเคยเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครรับไปทำ เดาว่าคงทำได้ยาก จนไม่มีใครกล้าคิด อย่างไรก็ตามงบประมาณไม่พอเป็นเพียงภาพรวม ซึ่งหมายความว่าหากโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนยังใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นในอดีตที่ผ่านมา เพิ่มให้อย่างไรก็ไม่มีวันพอ ตรงนี้ยืนยันได้จากสถิติย้อนหลังสิบปี

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการเริ่มเข้าถึง งบประมาณย่อมไม่เพียงพอเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการประหยัดรายจ่ายอย่างเอาจริงเอาจังทั้งหมวดสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ ทั้งการแพทย์และการจัดการ รวมทั้งบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อยก็ควรหาทางแก้ไขที่ เกณฑ์การจัดสรร ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มิได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย โดยสร้างหลักประกันเงินเดือนยังคงอยู่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอีกด้วย ซึ่งควรดีใจว่าท่านกรุณามากแล้วเมื่อเทียบกับการว่างงานแอบแฝงที่มีอยู่

เรื่องเกณฑ์การจัดสรรเงินนี้มีทั้งนายแพทย์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเศรษฐศาสตร์เสนอความเห็นกันมากแล้ว ไม่น่าจะยากเกินกำลังและสติปัญญาของทุกฝ่าย

ที่บอกว่าไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งระบบ เช่นว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการแพทย์สังคมนิยม ตรงนี้มิใช่ไม่เชื่อแต่ยังไม่เข้าใจ ผู้เขียนอยากให้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมออกมาช่วยอธิบายให้สาธารณชนรู้จักการแพทย์คอมมิวนิสต์หรือ สังคมนิยมจริงๆสักครั้ง

- ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำ ซึ่งในความเป็นจริงมาตรฐานทางการแพทย์ก็ต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว

- ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีจริยธรรมการแพทย์เสื่อมทรามลง ซึ่งอันที่จริงจริยธรรมทางการแพทย์ก็เสื่อมทรามอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน

- ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้การส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลชุมชนกับโรงพยาบาลจังหวัดมีปัญหา อันนี้จริง แต่มิใช่ว่าระบบเดิมจะไม่มีปัญหา

ระบบเดิมมีปัญหาเพราะส่งกันมากเกินไปจนผู้ป่วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ล้นเกิน เห็นบ่นกันว่าวันๆต้องตรวจแต่โรคง่ายๆไม่มีเวลาได้ตรวจโรคยากๆที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

ระบบใหม่มีปัญหาเพราะส่งกันน้อยเกินไปจนผู้ป่วยไม่ได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือส่งต่อแต่ผู้ป่วยที่มีรายจ่ายสูงมากเพื่อเป็นการปัดภาระ

ปัญหาอยู่ที่ไหนก็ควรแก้ให้ถูกเรื่องนะครับ กรณีการส่งต่อเกิดจากความไม่ลงตัวของการจัดสรรงบประมาณลงท้องถิ่น มิได้เกิดจากเงินไม่พอแต่อย่างใด หากจะมีปัญหาทางจริยธรรมจากการส่งต่อก็คงเกิดจากตัวบุคคล เช่น แพทย์กังวลเรื่องความอยู่รอดของโรงพยาบาลตนเองมากกว่าชีวิตผู้ป่วย เป็นต้น สมควรที่องค์กรวิชาชีพจะตักเตือนหรือลงโทษมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

เพราะกรณีนี้จะต่างจากคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธผู้ป่วยเพราะไม่มีค่า รักษาที่ตรงไหน หากโรงพยาบาลของรัฐกระทำแบบเดียวกัน ก็สมควรถูกจัดการด้วยมาตรการเดียวกัน หากจะมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอบริหารโรงพยาบาลตนเองก็ควรเปลี่ยนยุทธศาสตร์การ บริหารให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เช่น เดิมพิจารณาสร้างตึกใหม่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ตามความต้องการของแพทย์และจำนวนผู้ป่วยในท้องถิ่น ก็คงถึงเวลาต้องศึกษาหาความรู้เสียทีว่าการพิจารณาด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้นเรียกว่าเป็นการพิจารณาที่รอบด้านแล้วหรือไม่

เช่น เดิมมีบุคลากรที่ว่างงานแอบแฝงจำนวนมาก ทั้งในตอนเช้าและชัดเจนมากขึ้นในตอนบ่าย ก็คงถึงเวลาคำนวณความเหมาะสมของจำนวนบุคลากรอย่างจริงจัง มิใช่ลูบหน้าปะจมูกกันเหมือนที่ผ่านมา

หากเงินโรงพยาบาลจะไม่พอจริงๆ ก็ควรตัดรายจ่ายด้านอื่นลงมิใช่ไปตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยลง ไม่เข้าใจจริงๆว่าใครบอกใครสอนว่าให้ตัดคุณภาพลง ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคงมิใช่สาเหตุของการตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยแน่นอน มิใช่มนุษย์หรอกหรือที่ “สั่ง” ตัดหรือ “ยอมรับคำสั่ง” ตัดคุณภาพการรักษา

การเสนอวิธีแก้ไขที่จุดอื่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นถูกเบี่ยงปัญหาที่แท้ก็ไม่ถูกแก้ เช่น เสนอให้กลับไปปรับปรุงบัตรผู้มีรายได้น้อย หรือบัตรสุขภาพห้าร้อยบาท ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการสังคมสงเคราะห์ แต่ระบบประกันสุขภาพมิใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์ที่มีอยู่เดิมก็มิใช่ว่าเหมาะสม เป็นการให้การรักษามาตรฐานต่ำอย่างเห็นได้ชัด เปิดโอกาสให้ทรัพยากรเทไปที่การแพทย์มาตรฐานสูงสำหรับคนส่วนน้อย

เช่น เสนอให้คนที่พอจะมีเงินได้ออกเงินเอง ซึ่งมิใช่ปรัชญาของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องการให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่ มิได้ต้องการให้ใครมาออกมากออกน้อย ตรงนี้ไม่เห็นมีประเด็น

สามสิบบาทเป็นของพรรคการเมือง แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่ มาช่วยกันโจมตีพรรคการเมืองได้เลย แต่ควรช่วยกันส่งเสริมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้เขียนเห็นด้วยว่างบประมาณมีปัญหา การจัดสรรเงินมีปัญหา การส่งต่อผู้ป่วยมีปัญหา แต่เรื่องมาตรฐานและจริยธรรมที่ตกต่ำลงไม่เกี่ยว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว องค์กรวิชาชีพและอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเข้ามาดูแลให้ตรงประเด็นได้

กลุ่มแพทย์และลูกจ้างประกันสังคม สามารถช่วยเหลือหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าให้เข้มแข็งได้ด้วยการเคลียร์สารสนเทศทางสาธารณสุขให้กระจ่างโดยเร็ว เมื่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้มแข็ง การกระจายทรัพยากรเป็นธรรม แพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นน้องๆจะมีความมั่นคงทั้งหน้าที่การงานมากกว่า ปัจจุบัน ซึ่งต้องแข่งขันกับแพทย์รุ่นพ่อรุ่นพี่อย่างมาก ส่วนลูกจ้างประกันสังคมก็จะได้รับบริการด้วยมาตรฐานทางการแพทย์สูงกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5 งบประมาณ

มีผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่งพูดแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น เรื่องที่ต้องทำทันที มีปัญหาแล้วจึงแก้ จะรอให้พร้อมก็ไม่มีวันได้ทำ มีนักเศรษฐศาสตร์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการแพทย์มีลักษณะผูกขาดเทคโนโลยี่และ ข้อมูลเอาไว้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอหาข้อมูลครบถ้วนและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเสรีการค้า เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นแล้ว และมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วด้วยปัญหาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่วิธีจัดสรรงบประมาณ หากงบประมาณไม่พอก็ควรทำให้พอ หากการแบ่งเงินระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อย ก็ควรหาทางแก้ไขทำให้เรียบร้อย ไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบเหมา หรือเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่ตรงประเด็น

งบประมาณไม่พอก็เพิ่มด้วยการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า กรณีนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนายแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ และวุฒิสมาชิกเคยเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครรับไปทำ เดาว่าคงทำได้ยาก จนไม่มีใครกล้าคิด อย่างไรก็ตามงบประมาณไม่พอเป็นเพียงภาพรวม ซึ่งหมายความว่าหากโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนยังใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นในอดีตที่ผ่านมา เพิ่มให้อย่างไรก็ไม่มีวันพอ ตรงนี้ยืนยันได้จากสถิติย้อนหลังสิบปี

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการเริ่มเข้าถึง งบประมาณย่อมไม่เพียงพอเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการประหยัดรายจ่ายอย่างเอาจริงเอาจังทั้งหมวดสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ ทั้งการแพทย์และการจัดการ รวมทั้งบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อยก็ควรหาทางแก้ไขที่ เกณฑ์การจัดสรร ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มิได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย โดยสร้างหลักประกันเงินเดือนยังคงอยู่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอีกด้วย ซึ่งควรดีใจว่าท่านกรุณามากแล้วเมื่อเทียบกับการว่างงานแอบแฝงที่มีอยู่

เรื่องเกณฑ์การจัดสรรเงินนี้มีทั้งนายแพทย์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเศรษฐศาสตร์เสนอความเห็นกันมากแล้ว ไม่น่าจะยากเกินกำลังและสติปัญญาของทุกฝ่าย

ที่บอกว่าไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งระบบ เช่นว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการแพทย์สังคมนิยม ตรงนี้มิใช่ไม่เชื่อแต่ยังไม่เข้าใจ ผู้เขียนอยากให้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมออกมาช่วยอธิบายให้สาธารณชนรู้จักการแพทย์คอมมิวนิสต์หรือ สังคมนิยมจริงๆสักครั้ง

- ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำ ซึ่งในความเป็นจริงมาตรฐานทางการแพทย์ก็ต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว

- ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีจริยธรรมการแพทย์เสื่อมทรามลง ซึ่งอันที่จริงจริยธรรมทางการแพทย์ก็เสื่อมทรามอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน

- ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้การส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลชุมชนกับโรงพยาบาลจังหวัดมีปัญหา อันนี้จริง แต่มิใช่ว่าระบบเดิมจะไม่มีปัญหา

ระบบเดิมมีปัญหาเพราะส่งกันมากเกินไปจนผู้ป่วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ล้นเกิน เห็นบ่นกันว่าวันๆต้องตรวจแต่โรคง่ายๆไม่มีเวลาได้ตรวจโรคยากๆที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

ระบบใหม่มีปัญหาเพราะส่งกันน้อยเกินไปจนผู้ป่วยไม่ได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือส่งต่อแต่ผู้ป่วยที่มีรายจ่ายสูงมากเพื่อเป็นการปัดภาระ

ปัญหาอยู่ที่ไหนก็ควรแก้ให้ถูกเรื่องนะครับ กรณีการส่งต่อเกิดจากความไม่ลงตัวของการจัดสรรงบประมาณลงท้องถิ่น มิได้เกิดจากเงินไม่พอแต่อย่างใด หากจะมีปัญหาทางจริยธรรมจากการส่งต่อก็คงเกิดจากตัวบุคคล เช่น แพทย์กังวลเรื่องความอยู่รอดของโรงพยาบาลตนเองมากกว่าชีวิตผู้ป่วย เป็นต้น สมควรที่องค์กรวิชาชีพจะตักเตือนหรือลงโทษมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

เพราะกรณีนี้จะต่างจากคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธผู้ป่วยเพราะไม่มีค่า รักษาที่ตรงไหน หากโรงพยาบาลของรัฐกระทำแบบเดียวกัน ก็สมควรถูกจัดการด้วยมาตรการเดียวกัน หากจะมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอบริหารโรงพยาบาลตนเองก็ควรเปลี่ยนยุทธศาสตร์การ บริหารให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เช่น เดิมพิจารณาสร้างตึกใหม่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ตามความต้องการของแพทย์และจำนวนผู้ป่วยในท้องถิ่น ก็คงถึงเวลาต้องศึกษาหาความรู้เสียทีว่าการพิจารณาด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้นเรียกว่าเป็นการพิจารณาที่รอบด้านแล้วหรือไม่

เช่น เดิมมีบุคลากรที่ว่างงานแอบแฝงจำนวนมาก ทั้งในตอนเช้าและชัดเจนมากขึ้นในตอนบ่าย ก็คงถึงเวลาคำนวณความเหมาะสมของจำนวนบุคลากรอย่างจริงจัง มิใช่ลูบหน้าปะจมูกกันเหมือนที่ผ่านมา

หากเงินโรงพยาบาลจะไม่พอจริงๆ ก็ควรตัดรายจ่ายด้านอื่นลงมิใช่ไปตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยลง ไม่เข้าใจจริงๆว่าใครบอกใครสอนว่าให้ตัดคุณภาพลง ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคงมิใช่สาเหตุของการตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยแน่นอน มิใช่มนุษย์หรอกหรือที่ “สั่ง” ตัดหรือ “ยอมรับคำสั่ง” ตัดคุณภาพการรักษา

การเสนอวิธีแก้ไขที่จุดอื่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นถูกเบี่ยงปัญหาที่แท้ก็ไม่ถูกแก้ เช่น เสนอให้กลับไปปรับปรุงบัตรผู้มีรายได้น้อย หรือบัตรสุขภาพห้าร้อยบาท ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการสังคมสงเคราะห์ แต่ระบบประกันสุขภาพมิใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์ที่มีอยู่เดิมก็มิใช่ว่าเหมาะสม เป็นการให้การรักษามาตรฐานต่ำอย่างเห็นได้ชัด เปิดโอกาสให้ทรัพยากรเทไปที่การแพทย์มาตรฐานสูงสำหรับคนส่วนน้อย

เช่น เสนอให้คนที่พอจะมีเงินได้ออกเงินเอง ซึ่งมิใช่ปรัชญาของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องการให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่ มิได้ต้องการให้ใครมาออกมากออกน้อย ตรงนี้ไม่เห็นมีประเด็น

สามสิบบาทเป็นของพรรคการเมือง แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่ มาช่วยกันโจมตีพรรคการเมืองได้เลย แต่ควรช่วยกันส่งเสริมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้เขียนเห็นด้วยว่างบประมาณมีปัญหา การจัดสรรเงินมีปัญหา การส่งต่อผู้ป่วยมีปัญหา แต่เรื่องมาตรฐานและจริยธรรมที่ตกต่ำลงไม่เกี่ยว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว องค์กรวิชาชีพและอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเข้ามาดูแลให้ตรงประเด็นได้

กลุ่มแพทย์และลูกจ้างประกันสังคม สามารถช่วยเหลือหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าให้เข้มแข็งได้ด้วยการเคลียร์สารสนเทศทางสาธารณสุขให้กระจ่างโดยเร็ว เมื่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้มแข็ง การกระจายทรัพยากรเป็นธรรม แพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นน้องๆจะมีความมั่นคงทั้งหน้าที่การงานมากกว่า ปัจจุบัน ซึ่งต้องแข่งขันกับแพทย์รุ่นพ่อรุ่นพี่อย่างมาก ส่วนลูกจ้างประกันสังคมก็จะได้รับบริการด้วยมาตรฐานทางการแพทย์สูงกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

Pasted from <http://www.midnightuniv.org/miduniv888/newpage5.html>

บทความลำดับที่ 208 ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชุด “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า”รวมทั้งหมด 5 ตอน

หมายเหตุ :
การนำเสนอบทความชิ้นนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ และคัดรวมส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพื่อนำเสนอในรูปแบบเว็ปไซต์ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แพทย์ : เทพเจ้าผู้กาลี (ฉบับร่วมสมัย) ความรู้ทางการแพทย์ เพื่อประชาชนเข้มแข็ง : ประจำเดือน สิงหาคม ๒๕๔๕
release date
240845

คงถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องยอมรับกันว่า
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมิใช่ตำตอบที่ดีของระบบ
สาธารณสุขของไทยอีกต่อไป ระบบแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญทำให้เกิดการแยกส่วนของทั้งระบบ
บริหารและระบบบริการตามด้วยการว่างงานแอบ
แฝงอย่างรุนแรงในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ทำให้โรงพยาบาลมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริง
ของประชาชนในพื้นที่

ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตในสังคม ปัจจุบัน กุมารแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะป้องกันไข้เลือดออก ศัลยแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะผ่าตัดผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ อายุรแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยตับแข็งจากการดื่มเหล้า ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจซึ่งทวี จำนวนอย่างรวดเร็วจากการดำรงชีวิตที่ผิดพลาด

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่ออุดมศึกษาไท : บทความลำดับที่ 208 เกี่ยวกับความรู้ทางด้านสาธารณสุข เผยแพร่บนเว็ปไซต์ครั้งแรกวันที่ 24 สิงหาคม 2545

เรื่องประชาชนไม่ รู้จักหรือไม่ยอมรับนั้นไม่เป็นไร เมื่อเวลาผ่านไปประชาชนจะทราบเองว่าแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะรักษาและป้องกันโรคให้ครอบครัวของเขาได้ดีกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา

แต่เรื่องที่สำคัญคือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาจำเป็นต้องไปนั่งทำงานในสถานะของแพทย์ทั่วไปที่สถานีอนามัย ทำให้เกิดความอึดอัดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอันมาก

อย่างไรก็ดี เมื่อคิดว่าอันที่จริงแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกคนเรียนหลักสูตรและผ่านการ ทำงานในฐานะแพทย์ทั่วไปมาแล้วทั้งสิ้น อีกทั้งหลายท่านสามารถตรวจโรคทั่วไปเวลาเปิดคลินิกส่วนตัวได้ การปรับตัวครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

คงถึงเวลาที่จะต้องยอมรับกันว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมิใช่ตำตอบที่ดีของระบบ สาธารณสุขของไทยอีกต่อไปแล้ว ระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำให้เกิดการแยกส่วนของทั้งระบบบริหารและระบบบริการ ตามด้วยการว่างงานแอบแฝงอย่างรุนแรงในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้โรงพยาบาลมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่

ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตในสังคม ปัจจุบัน กุมารแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะป้องกันไข้เลือดออก ศัลยแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะผ่าตัดผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ อายุรแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยตับแข็งจากการดื่มเหล้า ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจซึ่งทวี จำนวนอย่างรวดเร็วจากการดำรงชีวิตที่ผิดพลาด

แนวคิดที่จะพึ่งผู้เชี่ยวชาญจึงควรถูกยกเลิก การลงทุนไปกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ศูนย์รักษาโรคเฉพาะกิจ หรือ เครื่องมือไฮเทค ที่รับใช้ได้เพียงผู้มีโอกาสและตอบสนองวิชาการของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม ในที่สุดก็ควรมีเหลือผู้เชี่ยวชาญอยู่บ้างแต่มิใช่มากมายหรือเป็นกระแสหลักดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ยกตัวอย่างจิตเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์สมัยใหม่หมายถึงความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บทางจิตที่อิงบน ความรู้ของฝรั่ง อาศัยคำอธิบายที่เกี่ยวกับจิตวิเคราะห์ สารเคมีในสมอง และพฤติกรรมศาสตร์ในการตอบคำถามทุกคำถาม คำตอบที่ได้จึงออกมาในรูปของจิตบำบัด การจ่ายยาและพฤติกรรมบำบัดตามลำดับ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพจิตระดับสังคมของบ้านเราได้เลย

แน่นอนว่าจิตเวชศาสตร์สมัยใหม่มิได้พูดถึงเพียงแง่มุมของการรักษาแต่เพียง มิติเดียว หากยังพูดถึงเรื่องการส่งเสริม ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพจิตอีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงคำพูดในตำรา มีความพยายามน้อยครั้งมากที่จะแปรทฤษฎีเหล่านั้นให้เกิดผลกับสังคมโดยรวม ยังมินับว่าความรู้เหล่านั้นเหมาะสมกับบ้านเราแล้วหรือไม่

ไม่มีความพยายามที่จะริเริ่มงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูให้เป็นจริงเป็นจัง หรืออาจจะมีอยู่บ้างแต่ผลลัพธ์เป็นเช่นไรน่าจะเห็นได้จากยอดผู้ใช้สารเสพย์ ติด รวมทั้งยอดผู้ป่วยทางจิตที่เป็นเด็กและเยาวชนซึ่งสูงมากขึ้นทุกปี ตบท้ายด้วยการจับและทำร้ายตัวประกันถึงชีวิตซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า บ้านเรานั้นเดินไปก็ตายได้

เหตุที่งานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูไม่สามารถเป็นรูปร่างได้เพราะ “โครงสร้าง” ของ “ระบบ”แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสกัดกั้นเอาไว้ ไม่อำนวยและไม่เปิดโอกาสให้มันเป็นไปได้ ด้วยโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ

หนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย่อมเก่งกว่าแพทย์ทั่วไป

สอง วิธีแก้ปัญหาสุขภาพคือการเร่งเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สาม แพทย์ที่ผลิตได้ไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่าการจ่ายยาหรือผ่าตัด และ

สี่ ลำพังมิติของการรักษาก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรษัทขายยาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ช่วยสังคมมากเท่าที่ควร แต่กลับช่วยให้ยารักษาโรคขายออกได้ง่ายขึ้น ด้วยโครงสร้างและระบบเช่นนี้ ต่อให้ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาอีกกี่หมื่นคนคนก็จะถูกกลืนเข้าไปกับ กระบวนการจ่ายยารักษาผู้ป่วย และจัดตั้งศูนย์รักษาเฉพาะกิจ รวมทั้งศูนย์เครื่องมือไฮเทค เช่น ศูนย์รักษาโรคหัวใจ ศูนย์รักษาสมรรถภาพเพศชาย ศูนย์รักษาโรคนอนไม่หลับ เป็นต้น

แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่เพียงไม่มีค่ารถเดินทางไปโรงพยาบาล แต่ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะเข้าถึงบริการ จึงยังคงมีสุขภาพที่เสื่อมทรามต่อไป เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ “โครงสร้าง” หลักของ “ระบบ” ด้วยโครงสร้างเช่นนี้เองทำให้ปัญหาการทำร้ายตัวประกันยาบ้าได้รับคำอธิบาย ด้วยสารเคมีโดปามีนและเอ็นดอร์ฟิน มากกว่าที่จะหาคำอธิบายระดับมหภาค แล้วรื้อโครงสร้างและระบบสาธารณสุขที่แสนจะพิกลพิการนี้ทิ้งไปเสีย

รัฐ(จะเป็นใครก็ช่างเถอะ)ได้เริ่มต้นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า(จะกี่สิบบาทก็อย่าสนใจ) เป็นระบบที่ใช้หัวประชากรและเงินเป็นตัวตั้ง เทความสำคัญให้กับงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูมากกว่างานรักษา เทความสำคัญให้กับแพทย์ทั่วไปมากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนระบบด้วยพลังทางการเมืองและสังคม

นี่คือระบบที่ถูกต้องและจะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน แต่อุปสรรคขวากหนามกลับมีมากมายอย่างเหลือเชื่อ หนึ่งในอุปสรรคนั้นคือกรอบความคิดที่ยังยึดติดกับการแพทย์ระบบผู้เชี่ยวชาญ

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้หัวประชากรต่อพื้นที่เป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดการกระจายแพทย์และสถานบริการอย่างเท่าเทียมในอนาคต ยกตัวอย่างคำถาม เขตพญาไทมีประชากรกี่คนถึงต้องมีโรงพยาบาลราชวิถี รามาธิบดี พระมงกุฎ พญาไท เดชา โรงพยาบาลขนาดยักษ์เหล่านี้ดูด “เงิน” จากชนบทไปมากมายเพียงใด

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทำให้แพทย์จำเป็นต้องใช้เงินอย่างคุ้มทุน เช่น หากรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วยยาเม็ดละบาท แล้วทำไมต้องใช้ยาเม็ดละสามสิบบาท ด้วยโครงสร้างที่จำกัดตัวเงินจะทำให้กลไก “หนุนหลัง” ของบรรษัทยาเป็นอัมพาตไป ที่สำคัญคือแพทย์ส่วนใหญ่รู้อยู่แก่ใจว่ายาราคาถูกได้ผลดีเท่าๆกับยาราคาแพง

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเทความสำคัญให้กับงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูมากกว่า งานรักษา ทำนองว่าเมื่อระบบเดินหน้าเต็มลูกสูบ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมากจะต้องขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแพทย์ซึ่งถูกโครงสร้างของการรักษาครอบงำมานานแสนนานต้องดิ้นรนให้ หลุดจากการครอบงำนั้นแล้วริเริ่มงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูให้สำเร็จให้จงได้

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเทความสำคัญให้กับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ทำนองว่าแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยครบองค์รวมและครอบครัวผู้ป่วย จึงจะเป็นแพทย์ที่ดำรงตนสอดคล้องกับระบบใหม่ โดยคาดหวังว่าในที่สุดแล้วครอบครัวและชุมชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างดี มิต้องพึ่งพิงแพทย์และโรงพยาบาลอย่างหน้ามืดตามัวถึงเพียงนี้

แต่แล้วความดีงามเหล่านี้กลับกำลังถูกฉ้อฉลด้วยคนในระบบกันเอง ยกตัวอย่าง ผลจากการแบ่งเงินตามหัวประชากรทำให้โรงพยาบาลที่เคย ส่งต่อผู้ป่วยไปที่อื่นตลอดเวลาเพราะกินเงินเดือนประจำ เปลี่ยนท่าทีเป็นกักตัวผู้ป่วยทุกประเภทเอาไว้มิยอมส่งต่อทั้งที่ไม่มีความสามารถในการรักษา สาเหตุเพราะถ้าส่งต่อเมื่อไรต้องตามไปจ่ายเมื่อนั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดกับโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งอีกด้วย

ในทางตรงข้าม ผู้เชี่ยวชาญที่เคยดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะความเป็นผู้เชี่ยวชาญก็กักตัวผู้ ป่วยไว้มิยอมส่งคืนภูมิลำเนาทั้งๆที่เป็นโรคซึ่งแพทย์ทั่วไปที่ไหนก็รักษา ได้ อีกทั้งยังเชื่อมั่นรวมทั้งถ่ายทอดความเชื่อมั่นนี้ให้กับผู้ป่วยว่ามีแต่ยา ราคาแพงเท่านั้นจึงเหมาะสมกับโรคของเขา

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่สาเหตุหลักมาจาก “คน” มิได้มาจาก “ระบบ”

แน่นอนว่าไม่มีระบบใดที่จะสมบูรณ์แบบ แต่ระบบที่สมบูรณ์แบบใดๆก็ล้วนถูกทำลาย ลงได้ด้วยคนทั้งสิ้น

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องที่ดี เมื่อเราป่วยเราไม่ควรเสียเงินทองที่มากมายเกินเหตุ การที่จะคาดหวังให้สถานพยาบาลขนาดใหญ่ บริษัทยา และแพทย์ ยอมถอยหลังคนละสองสามก้าวนั้นเป็นไปไม่ได้หากไม่แก้ไข “โครงสร้าง” และ “ระบบ” ที่พึ่งพิงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ประชาชนไม่ควรพึ่งพิงทั้งระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งไม่ควรหวังพึ่งพิงรัฐและผู้คุมนโยบายจนเกินไปเพราะในหลายกรณีก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน

เรื่องทั้งหมดจึงวนกลับมาที่สังคมต้องเข้มแข็งและพึ่งตนเอง หาทางรู้เท่าทันระบบสุข ภาพให้ได้และเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดสุขภาพของตนเอง

สังคม(ทุนนิยม)กำลังแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้า

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 2 ความเท่าเทียม

บทความนี้ต้องการให้เห็นประโยชน์ที่ประชาชน “ทุกคน” จะได้รับจากระบบ ประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และคาดหวังว่ารัฐบาลใดๆก็ตามจะเห็นความสำคัญและก่อตั้งระบบเช่นนี้ได้เป็นผล สำเร็จสักวันหนึ่ง

หลักการของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐเป็นผู้จ่ายเป็นหลักการที่ถูกต้อง หากทุกฝ่ายเคลียร์กันได้ว่าเรื่องนี้ถูกต้องก็สมควรมาร่วมกันแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้น การบริหารจัดการที่กำลังมีปัญหาขณะนี้เป็นเพียงความขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขที่จะแก้ไขได้

การให้เหตุผลว่าขนาดอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่นยังทำงานนี้ไม่สำเร็จแล้วประเทศเราจะไปทำอะไรได้ ฟังดูไม่เป็นเหตุผล ปัญหาสำคัญขณะนี้คือทุกฝ่ายยังไม่ลงรอยกันว่า ระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็น ผู้จ่ายคือระบบที่เหมาะสม จึงเบี่ยงเบนประเด็นไปมาไม่รู้จักจบ

ที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนยังไม่รู้ว่าระบบนี้ให้ประโยชน์กับทุกคนเพียงใด

ลองเปรียบเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือเขื่อนกั้นน้ำ ภาคประชาชนมีความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างดีในการปกป้องทรัพยากรที่จะถูก ช่วงชิงไป แต่สำหรับการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ภาคประชาชนกลับนิ่งเฉย เหมือนไม่ทราบว่าระบบสาธารสุขแบบเดิมนั้นได้ช่วงชิงทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ไป มากเพียงใด

ในทางตรงข้าม ภาคประชาชนบางกลุ่มได้เรียกร้องขอสิทธิในการรับบริการข้ามเขตเพราะ “เชื่อ” ว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมากกว่าโรงพยาบาลใกล้บ้าน นี่คือความเชื่อที่ผิด ความเชื่อที่ว่าโรงพยาบาลนั้นดีกว่าโรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนี้ดีกว่าโรงพยาบาลนั้น เกิดจากความเชื่อและความหลงผิดเป็นส่วนใหญ่

ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมได้แปรเปลี่ยนแพทย์ ยา และเครื่องมือไฮเทคให้เป็นสินค้าที่ตอบสนองบริโภคนิยมไปแล้ว ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และจริยธรรมล้วนถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ เช่น ลดราคาการตรวจร่างกายประจำปี แพ็กเก็จฝากครรภ์ราคาประหยัด ศูนย์ตรวจโรคหัวใจครบวงจร ห้องแล็บโรคนอนไม่หลับ การขายฮอร์โมน แคลเซียมและยารักษาโรคกระดูกพรุน เป็นต้น มิพักต้องพูดถึงศูนย์เสริมความงามทั้งใบหน้าและทั่วตัวที่มีอยู่ก่อนแล้ว

แม้ว่าการตรวจร่างกายประจำปี การฝากครรภ์ การตรวจโรคหัวใจ โรคนอนไม่หลับ โรคกระดูกพรุน ล้วนเป็นภาวะที่มีจริงและมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องการการดูแลรักษาที่ถูกต้อง แต่ระบบที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการและได้รับบริการที่เท่า เทียมรวมทั้งไม่มากจนเกินไปนั้น “ไม่มี”

เมื่อสังคมแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้าที่ซื้อหาได้โดยอิสระเช่นนี้ ความเสียหายของทรัพยากรจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว จนไม่มีทางเลยที่เราจะหยุดกระบวนการทำลายตนเองของสังคมเช่นนี้ได้ นอกจากจะปฏิรูปวิธีซื้อขายสินค้าเหล่านี้เสียใหม่

นั่นคือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย

เมื่อยี่สิบปีก่อนชาวบ้านธรรมดาๆที่กลัวเป็นโรคหัวใจจะเดินขึ้นโรงพยาบาลเพื่อขอเอกซเรย์หาโรคหัวใจ สิบปีก่อนเริ่มมีชาวบ้านที่เดินมาขอ “อีเคจี” หาโรคหัวใจ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านธรรมดาๆนี่แหละที่มาขอใบส่งตัวไปทำ”เอ็คโค” ที่ศูนย์โรคหัวใจในกรุงเทพฯ

ผมไม่เชื่อว่าจะมีแพทย์โรคหัวใจท่านใดเห็นดีเห็นงามกับการซื้อขายสินค้าโรคหัวใจเช่นนี้ แพทย์ควรได้รับสิทธิในการกำหนดวิธีตรวจหาโรคหัวใจที่เหมาะสม นั่นคือ ดู คลำ เคาะ ฟัง เอกซเรย์ อีเคจี เอ็คโคคาร์ดิโอแกรม และสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งจะเป็นไปได้เมื่อรัฐเป็นผู้จ่าย เป็นไปได้ยากเมื่อใครก็ตามที่มีเงินขอเป็นผู้จ่าย 000000000 เพราะทั้งคนซื้อคนขายล้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของการโฆษณา

ยี่สิบปีก่อนชาวบ้านมาขอเอกซเรย์ สิบปีก่อนเขามา “เอกซเรย์คอมพิวเตอร์” ตอนนี้เขามาขอ “เอ็มอาร์ไอ” ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะการแพทย์ได้แปรเปลี่ยนให้เครื่องมือไฮเทค ต่างๆเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างไปจากพิซซ่าและแฮมเบอร์เกอร์

เมื่อสินค้าทางการแพทย์สามารถสนองตอบบริโภคนิยมได้แล้ว ในอีกสิบปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยี่การทำแผนที่พันธุกรรมมนุษย์พัฒนาไปจนถึงขีดที่สามารถตรวจค้นความพิการแต่กำเนิด ความฉลาดความโง่ หรือความบกพร่องใดๆ ภาคประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการกีดกันมนุษย์ครั้งยิ่งใหญ่จะไม่เกิดขึ้น

เหมือนคนจนได้ “เอกซเรย์” และคนรวยได้ “เอ็มอาร์ไอ”

เพราะการแพทย์มิใช่เรื่องที่จะนำไปทำเป็นสินค้าได้โดยจริยธรรมไม่สั่นคลอน หากประชาชนต้องการซื้อสินค้าที่เกินจำเป็นเหล่านี้ ก็มีสิทธิจะนำเงินส่วนตัวไปซื้อเอง แต่การแพทย์ที่เหมาะสมและพอควรนั้น รัฐต้องจ่าย

เมื่อระบบใหญ่ทางการแพทย์และสาธารณสุขมีรัฐเป็นผู้จ่ายเสียแล้ว โอกาสที่สินค้าทางการแพทย์จะทำตลาดได้มากมายอย่างที่เห็นนี้ก็จะลดลงบ้าง แน่นอนว่ายังคงเหลือคนรวยที่คิดว่าเงินซื้อชีวิตอมตะได้อยู่ ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ขายทองเอาเงินไปซื้อยาลดไขมันกิน กัน

ด้วยระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็นผู้จ่ายนี้เองจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่พอเหมาะพอควร ใกล้บ้าน ใกล้ใจและมีจริยธรรม

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและการบริหารจัดการ เป็นเวลาที่ต้องใช้จัดการกับฐานข้อมูลของประชาชนซึ่งซ้ำซ้อนเหลือเกิน จัดการกับความหลงผิดในบริโภคนิยมทางการแพทย์ของประชาชน และจัดการกับความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์

ความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกัน การแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นอยู่เดิมเอื้อประโยชน์อย่างมากมายให้กับข้า ราชการรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกค่ารักษาได้โดยไม่จำกัดจำนวน เอื้อประโยชน์ให้กับการว่างงานแอบแฝงของบุคลากรที่เกิดขึ้นในทุกโรงพยาบาล และเอื้อประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องของบุคลากรสาธารณสุขที่เจ็บป่วย โดยไม่ทันได้ตระหนักว่ายังมีประชากรอีกประมาณหนึ่งในสามของประเทศที่เข้าไม่ ถึงบริการ

อยากให้ข้าราชการรัฐวิสาหกิจเข้าใจว่าประโยชน์ที่เราได้รับทุกวันนี้เป็น ประโยชน์ที่ “ไม่จริง” ถึงจะเบิกทุกอย่างได้แต่ก็ยังต้องเหนื่อยยากในการเข้าหาแพทย์ อีกทั้งเดือดร้อนกับการนำเงินมาหมุนเป็นค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน โดยไม่ทันได้ตระหนักว่าค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากนั้นหมดไปกับเรื่องเกินจำเป็น อีกด้วย

การว่างงานแอบแฝงของบุคลากรนั้นมิใช่ความผิดของบุคลากร แต่เป็นความผิดของระบบการกระจายทรัพยากรอย่างแท้จริง เมื่อมีการปฏิรูปการกระจายทรัพยากรใหม่เป็นการเหมาจ่ายรายหัวประชากร บุคลากรย่อมต้องวิ่งตามทรัพยากรไปเองในที่สุด

นอกจากนี้การว่างงานแอบแฝงยังเกิดขึ้นจากการแพทย์แบบแยกส่วนอวัยวะเป็น ชิ้นๆ ทุกโรงพยาบาลมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคที่ไม่มีคนไข้ให้ตรวจ ถ้ามีคนไข้ให้ตรวจก็ไม่มีห้องตรวจให้นั่ง ไม่มีห้องผ่าตัดที่ว่าง ไม่มีเครื่องมือไฮเทครองรับ ฯลฯ เมื่อมีการปฏิรูปการรักษาพยาบาลให้เป็นองค์รวม ใกล้บ้านใกล้ใจ การว่างงานแอบแฝงจึงจะลดลงไปเอง คิดว่าไม่มีแพทย์ท่านใดที่อยากว่างงานเกินสมควร

ส่วนญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลที่เคยเข้าถึงบริการ ยาและเครื่องมือไฮเทคได้อย่างสะดวกสบายเมื่อเทียบกับประชาชนกลุ่มอื่นนั้น ควรเข้าใจว่ายาและบริการต่างๆที่เคยได้รับมานั้นล้วนเกินจำเป็นเสียเป็นส่วน มาก การที่เกิดเป็นญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลแล้วจะได้ยาดีๆและยา ต่างประเทศนั้นเป็นอีกหนึ่งตรรกะที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง

บัญชียาหลักแห่งชาติที่มีอยู่พอรักษาทุกโรคแน่นอน ไม่มียาใดดีกว่ายาใด มีแต่ยาใดเหมาะสมกับโรคอะไร ยามิใช่พิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ที่สามารถสั่งขายหรือซื้อขายได้โดยไม่ควบคุม การโฆษณาและจริยธรรม

ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักเรียนแพทย์ท่านใดที่อยากตกเป็นทาสบริษัทยาหรือบริษัทขายครุภัณฑ์ทางการแพทย์โดยเจตนา ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ตั้งมั่นจึงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกลับไปที่ระบบการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ ให้ดูแลผู้ป่วยครบองค์รวม ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางวิชาชีพโดยปราศจากอิทธิพลของการโฆษณาใดๆอย่างแท้จริง

สำหรับคนยากจน ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่การให้ทานเหมือนกับที่ระบบอื่นเคยกระทำกับคน ยากจน เป็นระบบที่ให้เกียรติคนจนมากกว่าระบบใดที่เคยมีมาก่อน ยังไม่นับว่าระบบที่เคยมีมานั้นยังประสบปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากรอย่าง มากเช่นเดียวกัน

ตรรกะสุดท้ายที่ได้ยินเสมอคือคนรวยควรเสียเงินเอง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือระบบประกันสุขภาพมิได้มุ่งเน้นที่จะให้ใครเป็น ผู้เสียเงิน แต่มุ่งเน้นที่การกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงเป็นสำคัญ แล้วคาดหวังว่าจะส่งผลกระทบไปสู่ปัญหาต่างๆที่หมักหมมมานานในระบบเดิมให้ ละลายหายไปในที่สุด

คนรวยจะได้จ่ายเงินเองเพราะเป็นเหยื่อโฆษณาทางการแพทย์ที่จะแนบเนียนมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน แต่มิควรมีเสรีมากมายถึงเพียงนี้

ผู้เขียนเพียงต้องการให้ภาคประชาชน รวมถึงข้าราชการรัฐวิสาหกิจและญาติพี่น้องของข้าราชการรัฐวิสาหกิจ ญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รู้ถึงคุณค่าของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และเรียกร้องให้รัฐใดๆก่อตั้งระบบขึ้นมาให้สำเร็จให้จงได้ ยังจะมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการอีกมากที่ต้องแก้ไขแต่ถ้าประชาชนรู้ว่าตนเองจะได้อะไรก็คงไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ผ่าระบบโครงสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าตอนที่ 4

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 4 พรบ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ข้อขัดข้องสำหรับประชาชนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นก่อนที่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเริ่มต้น ปัญหาการไม่ส่งต่อผู้ป่วยก็ดี ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นก็ดี เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างโรงพยาบาลจังหวัดกับโรงพยาบาลชุมชนเสมอมา ตั้งแต่ก่อนที่จะมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ปัญหาทางจริยธรรมยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีมานานอยู่ก่อนแล้ว

การแย้งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงควรหาเหตุแย้งให้ตรงประเด็นว่า “อะไรคือสิ่งที่ระบบนี้ก่อขึ้นมาใหม่” ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าสร้างผลเสียให้ผู้ป่วยอย่างไร แยกให้เห็นเด่นชัดว่าผลเสียเหล่านั้น มาจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยตรง มิได้มาจากระบบบริการสาธารณสุขที่มีอยู่เดิม

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้แคมเปญสามสิบบาทสร้างผลเสียให้ผู้ป่วยอย่างไร แยกให้เห็นเด่นชัดว่าผลเสียเหล่านั้นมาจากแคมเปญสามสิบบาทโดยเฉพาะ มิได้มาจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรวม

แม้ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่แพทย์ที่มีจริยธรรมมั่นคงย่อมมิให้เงินมากำหนดคุณภาพการรักษา แม้แต่ผู้บริหารโรงพยาบาลก็มิสามารถสั่นคลอนจริยธรรมแพทย์ได้

ประเด็นนี้ยิ่งสนับสนุนให้องค์กรแพทย์ของโรงพยาบาลต่างๆควรมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพตามระบบ HA เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมให้มั่นคง ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหารในอนาคตก็ตาม จะเป็นแพทย์หรือมิใช่แพทย์ จะเป็น อบต.หรือ ผู้อำนวยการที่มิใช่แพทย์ ล้วนไม่สามารถสั่นคลอนจริยธรรมขององค์กรแพทย์ได้

แต่นั่นหมายความว่าองค์กรแพทย์ต้องทำหน้าที่กำกับมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมจริงๆ มิใช่แฝงเร้นด้วยผลประโยชน์ส่วนตนทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เพียงมิให้ผู้บริหารหรือระบบการเงินใดๆมาสั่นคลอนจริยธรรมได้ แต่ต้องมิให้บริษัทยาหรือบริษัทขายเครื่องมือแพทย์ใดๆมาสั่นคลอนด้วย

การต่อสู้กับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและ พรบ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกวันนี้ขาดน้ำหนัก เพราะสังคมมิให้ความนับถือแพทย์อีกต่อไปแล้ว หากจะสู้ให้ชนะต้องเรียกความเคารพ ความนับถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับคืนมาให้ได้เสียก่อน ด้วยการให้และคืนอำนาจในการดูแลความเจ็บป่วยของตนเองให้กับผู้ป่วย

กรณีผู้ป่วยตรวจที่โรงพยาบาล รัฐแห่งหนึ่งแล้วแพทย์ให้การรักษาตามอาการด้วยยาสามซอง เมื่อผู้ป่วยรายนั้นไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลเอกชนอีกครั้ง ได้รับการผ่าตัดด้วยวงเงินสามหมื่นบาท ความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานมากมายขนาดนี้จะลดลงได้เมื่อคืนอำนาจการตรวจสอบให้ประชาชนไปเสีย วงการแพทย์ทั้งหมดจึงจะได้รับความเชื่อถือกลับคืนมา

กรณีผู้ป่วยพิการจากการรักษาที่ผิดพลาด แล้วได้รับเงินชดเชยในทันทีนั้น จะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความโกรธ ความคับแค้น ความเศร้าโศกเสียใจลงบ้างในขั้นต้น และเมื่อสอบสวนแล้วหากไม่พบว่ามีใครทำอะไรผิด เรื่องมักจะยุติได้ง่าย แต่หากสอบสวนแล้วพบว่าใครประมาทเลินเล่อ ผู้ประมาทเลินเล่อนั้นก็สมควรถูกทำโทษ ความตรงไปตรงมากับผู้ป่วยเช่นนี้มีแต่จะได้รับการยอมรับ แสดงถึงความเที่ยงธรรมและความเป็นบัณฑิต

แต่ที่แท้แล้ว ความผิดพลาดใดๆที่เกิดกับผู้ป่วยนั้น น้อยครั้งมากที่จะเกิดจากแพทย์ อันที่จริงแล้วความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจาก “ความหละหลวมของระบบบริการ” และมีบุคลากรหลายวิชาชีพในหลายๆขั้นตอนช่วยกันผสมโรงเสมอ ไม่ควรที่วงการแพทย์จะร้อนตัวไปก่อน

เพราะความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากความหละหลวมของระบบบริการและมีบุคลากรหลายวิชาชีพในหลายๆขั้นตอนมีส่วนร่วมในความผิดพลาดนั้นเอง จึงไม่น่าหนักใจอะไรที่จะให้กรรมการควบคุมคุณภาพมีสัดส่วนของบุคลากรที่มิใช่แพทย์สูงกว่าปกติ เพราะบุคลากรเหล่านั้นต้องมีหน้าที่ค้นหาความหละหลวมของระบบบริการ มิใช่หาความผิดของแพทย์ หากบุคลากรเหล่านั้นไม่รู้หน้าที่ของตนเอง ก็สมควรสลับสับเปลี่ยนหาคนที่รู้ว่าควรทำอะไรมาทำหน้าที่แทน

พรบ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามุ่งให้สังคมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข มิใช่ให้คนรวยเฉลี่ยให้คนจน ประเด็นมิใช่ให้คนรวยออกเงิน เพราะคนจนไม่อยากได้เงินของใคร เราเพียงอยากได้การกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม เพราะที่เห็นและเป็นอยู่คนรวยสามารถใช้เงินสามแสนซื้อการตรวจรักษาที่เกินจำเป็น มากเกินไปและบ่อยครั้งเกินไป จนกระทั่งไม่มีทรัพยากรเหลือมาให้ตรวจรักษาลูกจ้างประกันสังคมหรือคนจน รวมทั้งพวกคนจนเฉียบพลันจากการเจ็บป่วย

ความเป็นจริงในปัจจุบันคือมีคนจำนวนน้อยเกินไปที่เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและมีคุณภาพ คนส่วนใหญ่เข้าถึงแพทย์ได้ยากมาก อีกทั้งไม่มีหลักประกันอะไรว่าบริการที่ได้รับนั้นเชื่อถือได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยหนึ่งราย เทียวไปมาหาหมอมากกว่าหนึ่งคนในการเจ็บป่วยแต่ละครั้งเสมอๆ ได้ยาใหม่ก็ทิ้งยาเก่า นำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากมาย

การแพทย์มิใช่สินค้าที่จะปล่อยเสรีให้ผู้รับบริการเลือกกินเลือกขว้างได้ตามใจชอบ อีกทั้งไม่สามารถปล่อยให้โรงพยาบาลเลือกขายเลือกหยิบยื่นให้ผู้ป่วยตามเศรษฐานะได้เช่นกัน รัฐที่ดีจึงต้องสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ประชาชนทุกคน โดยไม่เลือกดีมีจน และ ไม่เลือกชั้นวรรณะ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ผ่าระบบโครงสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 3

ระบบต่อต้านทุนนิยมทางการแพทย์

ระบบที่จะนำเอาเกียรติของแพทย์กลับคืนมา

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 3 ข้อดีหกข้อ

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่หนึ่ง คือการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะช่วยให้เกิดการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขได้ในที่สุด อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีแต่ก็จะสำเร็จสักวันหนึ่ง

ที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้คือใครจ่ายมากได้มาก คนรวยเข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ทุกอย่างที่ต้องการโดยละเมิดมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพของผู้ให้บริการ สามารถซื้อยาและการตรวจพิเศษเกินความจำเป็น พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ทรัพยากรทางการแพทย์ไหลไปกระจุกตัวอยู่ที่เดียว

ขณะเดียวกันภาคประชาชนที่ยากจนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้ยากมาก เพียงแค่การเดินทางออกจากหมู่บ้านไปเข้าคิวรอที่โรงพยาบาลกว่าจะพบหมอได้เอ็กซเรย์และกลับบ้านก็เลือดตาแทบกระเด็น แต่ที่เสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าคือประชาชนที่ยากจนก็อยากได้ยาและการตรวจพิเศษแบบที่คนรวยๆเขาได้บ้าง โดยไม่รู้ว่าของเหล่านั้นเกินจำเป็นเสียเป็นส่วนใหญ่

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่สอง ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่การสังคมสงเคราะห์

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เกียรติและเคารพความเป็นมนุษย์มากกว่าระบบใดๆที่เคยมีมา ก่อนหน้านี้ระบบสาธารณสุขเกื้อกูลคนยากไร้ด้วยบัตรสงเคราะห์ซึ่งชัดเจนว่าผู้ป่วยจะได้รับบริการชั้นสอง ถึงแม้จะมีบัตรสุขภาพราคาห้าร้อยบาทก็ยังคงเป็นการสังคมสงเคราะห์เชิงให้ทานที่รู้ๆกันอยู่ว่าผู้ป่วยจะได้รับบริการชั้นสอง

แม้กระทั่งผู้ป่วยประกันสังคมที่คิดว่าตนเองได้รับบริการที่ดีมากอยู่แล้วจน กระทั่งกลัวมากที่จะถูกใครรวมกองทุนไปก็ยังหนีไม่พ้นบริการชั้นสอง

สาเหตุหลักเพราะบริการชั้นหนึ่งนั้นมีไว้สำหรับ คนรวย ข้าราชการและบุตรหลานบุคลากรทางสาธารณสุข เรื่องทำนองนี้มีปรากฏให้เห็นอย่างเงียบเชียบทั่วไป แม้ว่าจะมีความพยายามลดความแตกต่างระหว่างชนชั้นนี้ลงบ้าง เช่น การประกาศใช้บัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อให้โรงพยาบาลของรัฐมีบัญชียาเพียง หนึ่งเดียวสำหรับคนทุกชั้น แต่ก็เป็นเพียงประเด็นเรื่องยาแค่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

การเจาะเลือด การเอ็กซเรย์ การตรวจพิเศษ การผ่าตัด การรักษาด้วยเครื่องมือและวิธีพิเศษ ยังคงดีที่สุดสำหรับคนรวย ข้าราชการและบุตรหลานบุคลากรในระบบเสมอมา ไม่ดีหรอกครับ สังคมแบบนี้ไม่ดีจริงๆ

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่สามคือความเจ็บป่วยเป็นเรื่องระดับสังคม มิใช่เรื่องส่วนตัว

ส่วนใหญ่ของความเจ็บป่วยเกิดจากสังคมที่พิการ ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ และอื่นๆ และอื่นๆ ไปจนถึงโรคเครียดและโรคพิษสุราเรื้อรัง และอื่นๆ และอื่นๆ

-ผู้ป่วยเอดส์มิได้ทำตนเอง เขาถูกสังคมล่อลวงให้ติดกับ

-ผู้ป่วยโรคเครียดมิได้ทำตนเอง เขาเครียดเพราะทำงานปากกัดตีนถีบเพื่อเอาเงินมาซื้อของไม่จำเป็นที่สังคม โฆษณาให้หลงเชื่ออย่างบ้าเลือด

-ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังก็มิได้ทำตนเอง โรคนี้เกิดจากพันธุกรรมบวกกับสังคมสุราเสรีที่เป็นอยู่คู่ฟุตบอลโลกและวัน จันทร์ถึงวันอาทิตย์นั่นแหละครับ

ผู้ป่วยจึงควรได้รับการดูแลโดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีเหตุผลเลยที่ใครคนหนึ่งต้องทำงานแทบตายกว่าจะมีเงินเก็บแล้วจู่ๆเงินก็หายไปหมดเพราะเจ็บป่วย เป็นหวัดก็สองร้อย เยอะนะครับ เป็นมะเร็งก็สองแสน เยอะมากนะครับ

ที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบคือสองร้อยและสองแสนหมดไปกับบริการที่เกินจำเป็นเสียมาก แพทย์จำนวนมากอยากจะคิดค่ายาถูกๆก็ทำไม่ได้เพราะผู้ป่วยจะไม่เชื่อถือ หาว่าเป็นยาไม่ดีเสียอีก

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่สี่ คือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะผลักดันให้ระบบที่มุ่งเน้นการรักษาลดความสำคัญลง ระบบที่มุ่งเน้นการป้องกันโรคจะค่อยๆเจริญเติบโตมาแทนที่

ทุกวันนี้ประชาชนไร้ความสามารถที่จะดูแลตนเองอย่างสิ้นเชิงเพราะการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์เฉพาะทางที่ผูกขาดทั้งอำนาจและวิชาการ ริบเอาภูมิปัญญาในการดูแลตนเองของคนรุ่นปู่ย่าตายายไปเสียทั้งหมด ประชาชนถูกขู่ให้หวาดกลัวโรคต่างๆนานาและรีบไปหาหมอมากจนเกินไป ทั้งนี้คำขู่เหล่านั้นมักจะปรากฏในรูปของคอลัมน์ทางการแพทย์ที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ วารสาร และรายการโทรทัศน์ หรือมาในรูปการโฆษณาโดยตรง

สิว ผมร่วง ความจำเสื่อม สมรรถภาพทางเพศเสื่อม นอนไม่หลับ วัยทอง กระดูกพรุน โรคอ้วน โรคซึมเศร้า แม้กระทั่ง EQ และพฤติกรรมเด็ก ล้วนถูกแปรรูปเป็นโรคที่ซื้อขายกันได้ทั้งสิ้น(ขอย้ำไว้ด้วยว่า ที่เอ่ยตัวอย่างมาทั้งหมดนี้เป็นโรคจริงๆ และมีผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องรับการรักษา แต่ที่เห็นและเป็นอยู่มีการสร้างกระแสโรคมากจนเกินไป)

ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะทำให้การซื้อขายโรคกระทำได้ยากขึ้นและไม่คุ้มทุนที่จะสร้างกระแส ความรู้ทางการแพทย์ที่เหมาะสมจึงจะคืนสู่ภาคประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่ห้า คือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะทำให้ระบบข้อมูลด้านสุขภาพโปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่เห็นและเป็นอยู่แทบไม่มีข้อมูลทางการแพทย์อะไรที่เชื่อถือได้และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาเอาเสียเลย สาเหตุเพราะการบริหารจัดการที่แยกส่วน ไม่ส่งข้อมูลให้กัน ส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องให้กัน เก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกัน และปกปิดข้อมูลซึ่งกันและกัน

ส่วนภาคประชาชนก็ไม่ทราบเลยว่าข้อมูลการเจ็บป่วยของตนเองที่ครบถ้วนควรจะประกอบด้วยอะไร รวมทั้งไม่ทราบว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งในท้องถิ่นของตนสร้างตึกใหม่ทำไม ซื้อเครื่องมือใหม่ทำไม ซื้อเทคโนโลยี่ใหม่ทำไม ตอบสนองความต้องการของใคร

ข้อมูลครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อน และถูกต้องสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไปไม่รอดแน่นอนถ้าเคลียร์ข้อมูลไม่ออก ภาคประชาชนจึงควรเอาใจช่วยให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สามารถก่อตั้งระบบ สารสนเทศทางสาธารณสุขที่เชื่อมโยงทุกกองทุนเข้าด้วยกันให้สำเร็จ

เรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่หก คือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะทำให้การแพทย์เจริญขึ้นและได้รับเกียรติกลับคืนมา

ที่เห็นและเป็นอยู่การแพทย์เสื่อมยศและเสื่อมเกียรติไปมากแล้ว สาเหตุเพราะเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้มือใครยาวสาวได้สาวเอาทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปการแพทย์มีแต่จะเสื่อมลง ถูกเหยียดหยามและรอการถูกฟ้องทุกครั้งที่มีโอกาส รวมทั้งถูกหาเรื่องฟ้อง ทั้งๆที่ยังมีแพทย์ที่ดีและมีจริยธรรมอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ลูกหลานที่จะเรียนหมอรุ่นต่อๆไปในอนาคตก็จะจบออกมาในฐานะ “อาชีพ” ทำมาหากินอาชีพหนึ่ง มิใช่ “วิชาชีพ” ที่ทรงเกียรติอีกต่อไป

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ตั้งมั่นจึงจะช่วยให้เกิดการกระจายคน กระจายยา และกระจายเครื่องมืออย่างเป็นธรรม พอเพียงสำหรับประชาชนทุกพื้นที่ พอเพียงสำหรับแพทย์ที่จะให้บริการอย่างพอเพียง มิเกินเลยเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในเวลาปัจจุบันมีปัญหามากมายเกิดขึ้นในโครงการสามสิบบาทจริง แต่ตัวระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบที่ดี ควรช่วยกันแก้ไขปรับปรุง ประชาชนและลูกหลานจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ในบั้นปลาย

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ผ่าระบบโครงสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 2

สังคม(ทุนนิยม)กำลังแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้า

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 2 ความเท่าเทียม

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

บทความนี้ต้องการให้เห็นประโยชน์ที่ประชาชน “ทุกคน” จะได้รับจากระบบ ประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และคาดหวังว่ารัฐบาลใดๆก็ตามจะเห็นความสำคัญและก่อตั้งระบบเช่นนี้ได้เป็นผล สำเร็จสักวันหนึ่ง

หลักการของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐเป็นผู้จ่ายเป็นหลักการที่ถูกต้อง หากทุกฝ่ายเคลียร์กันได้ว่าเรื่องนี้ถูกต้องก็สมควรมาร่วมกันแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้น การบริหารจัดการที่กำลังมีปัญหาขณะนี้เป็นเพียงความขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขที่จะแก้ไขได้

การให้เหตุผลว่าขนาดอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่นยังทำงานนี้ไม่สำเร็จแล้วประเทศเราจะไปทำอะไรได้ ฟังดูไม่เป็นเหตุผล ปัญหาสำคัญขณะนี้คือทุกฝ่ายยังไม่ลงรอยกันว่า ระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็น ผู้จ่ายคือระบบที่เหมาะสม จึงเบี่ยงเบนประเด็นไปมาไม่รู้จักจบ

ที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนยังไม่รู้ว่าระบบนี้ให้ประโยชน์กับทุกคนเพียงใด

ลองเปรียบเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือเขื่อนกั้นน้ำ ภาคประชาชนมีความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างดีในการปกป้องทรัพยากรที่จะถูก ช่วงชิงไป แต่สำหรับการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ภาคประชาชนกลับนิ่งเฉย เหมือนไม่ทราบว่าระบบสาธารสุขแบบเดิมนั้นได้ช่วงชิงทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ไป มากเพียงใด

ในทางตรงข้าม ภาคประชาชนบางกลุ่มได้เรียกร้องขอสิทธิในการรับบริการข้ามเขตเพราะ “เชื่อ” ว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมากกว่าโรงพยาบาลใกล้บ้าน นี่คือความเชื่อที่ผิด ความเชื่อที่ว่าโรงพยาบาลนั้นดีกว่าโรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนี้ดีกว่าโรงพยาบาลนั้น เกิดจากความเชื่อและความหลงผิดเป็นส่วนใหญ่

ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมได้แปรเปลี่ยนแพทย์ ยา และเครื่องมือไฮเทคให้เป็นสินค้าที่ตอบสนองบริโภคนิยมไปแล้ว ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และจริยธรรมล้วนถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ เช่น ลดราคาการตรวจร่างกายประจำปี แพ็กเก็จฝากครรภ์ราคาประหยัด ศูนย์ตรวจโรคหัวใจครบวงจร ห้องแล็บโรคนอนไม่หลับ การขายฮอร์โมน แคลเซียมและยารักษาโรคกระดูกพรุน เป็นต้น มิพักต้องพูดถึงศูนย์เสริมความงามทั้งใบหน้าและทั่วตัวที่มีอยู่ก่อนแล้ว

แม้ว่าการตรวจร่างกายประจำปี การฝากครรภ์ การตรวจโรคหัวใจ โรคนอนไม่หลับ โรคกระดูกพรุน ล้วนเป็นภาวะที่มีจริงและมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องการการดูแลรักษาที่ถูกต้อง แต่ระบบที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการและได้รับบริการที่เท่า เทียมรวมทั้งไม่มากจนเกินไปนั้น “ไม่มี”

เมื่อสังคมแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้าที่ซื้อหาได้โดยอิสระเช่นนี้ ความเสียหายของทรัพยากรจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว จนไม่มีทางเลยที่เราจะหยุดกระบวนการทำลายตนเองของสังคมเช่นนี้ได้ นอกจากจะปฏิรูปวิธีซื้อขายสินค้าเหล่านี้เสียใหม่

นั่นคือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย

เมื่อยี่สิบปีก่อนชาวบ้านธรรมดาๆที่กลัวเป็นโรคหัวใจจะเดินขึ้นโรงพยาบาลเพื่อขอเอกซเรย์หาโรคหัวใจ สิบปีก่อนเริ่มมีชาวบ้านที่เดินมาขอ “อีเคจี” หาโรคหัวใจ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านธรรมดาๆนี่แหละที่มาขอใบส่งตัวไปทำ”เอ็คโค” ที่ศูนย์โรคหัวใจในกรุงเทพฯ

ผมไม่เชื่อว่าจะมีแพทย์โรคหัวใจท่านใดเห็นดีเห็นงามกับการซื้อขายสินค้าโรคหัวใจเช่นนี้ แพทย์ควรได้รับสิทธิในการกำหนดวิธีตรวจหาโรคหัวใจที่เหมาะสม นั่นคือ ดู คลำ เคาะ ฟัง เอกซเรย์ อีเคจี เอ็คโคคาร์ดิโอแกรม และสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งจะเป็นไปได้เมื่อรัฐเป็นผู้จ่าย เป็นไปได้ยากเมื่อใครก็ตามที่มีเงินขอเป็นผู้จ่าย 000000000 เพราะทั้งคนซื้อคนขายล้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของการโฆษณา

ยี่สิบปีก่อนชาวบ้านมาขอเอกซเรย์ สิบปีก่อนเขามา “เอกซเรย์คอมพิวเตอร์” ตอนนี้เขามาขอ “เอ็มอาร์ไอ” ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะการแพทย์ได้แปรเปลี่ยนให้เครื่องมือไฮเทค ต่างๆเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างไปจากพิซซ่าและแฮมเบอร์เกอร์

เมื่อสินค้าทางการแพทย์สามารถสนองตอบบริโภคนิยมได้แล้ว ในอีกสิบปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยี่การทำแผนที่พันธุกรรมมนุษย์พัฒนาไปจนถึงขีดที่สามารถตรวจค้นความพิการแต่กำเนิด ความฉลาดความโง่ หรือความบกพร่องใดๆ ภาคประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการกีดกันมนุษย์ครั้งยิ่งใหญ่จะไม่เกิดขึ้น

เหมือนคนจนได้ “เอกซเรย์” และคนรวยได้ “เอ็มอาร์ไอ”

เพราะการแพทย์มิใช่เรื่องที่จะนำไปทำเป็นสินค้าได้โดยจริยธรรมไม่สั่นคลอน หากประชาชนต้องการซื้อสินค้าที่เกินจำเป็นเหล่านี้ ก็มีสิทธิจะนำเงินส่วนตัวไปซื้อเอง แต่การแพทย์ที่เหมาะสมและพอควรนั้น รัฐต้องจ่าย

เมื่อระบบใหญ่ทางการแพทย์และสาธารณสุขมีรัฐเป็นผู้จ่ายเสียแล้ว โอกาสที่สินค้าทางการแพทย์จะทำตลาดได้มากมายอย่างที่เห็นนี้ก็จะลดลงบ้าง แน่นอนว่ายังคงเหลือคนรวยที่คิดว่าเงินซื้อชีวิตอมตะได้อยู่ ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ขายทองเอาเงินไปซื้อยาลดไขมันกิน กัน

ด้วยระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็นผู้จ่ายนี้เองจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่พอเหมาะพอควร ใกล้บ้าน ใกล้ใจและมีจริยธรรม

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและการบริหารจัดการ เป็นเวลาที่ต้องใช้จัดการกับฐานข้อมูลของประชาชนซึ่งซ้ำซ้อนเหลือเกิน จัดการกับความหลงผิดในบริโภคนิยมทางการแพทย์ของประชาชน และจัดการกับความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์

ความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกัน การแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นอยู่เดิมเอื้อประโยชน์อย่างมากมายให้กับข้า ราชการรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกค่ารักษาได้โดยไม่จำกัดจำนวน เอื้อประโยชน์ให้กับการว่างงานแอบแฝงของบุคลากรที่เกิดขึ้นในทุกโรงพยาบาล และเอื้อประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องของบุคลากรสาธารณสุขที่เจ็บป่วย โดยไม่ทันได้ตระหนักว่ายังมีประชากรอีกประมาณหนึ่งในสามของประเทศที่เข้าไม่ ถึงบริการ

อยากให้ข้าราชการรัฐวิสาหกิจเข้าใจว่าประโยชน์ที่เราได้รับทุกวันนี้เป็น ประโยชน์ที่ “ไม่จริง” ถึงจะเบิกทุกอย่างได้แต่ก็ยังต้องเหนื่อยยากในการเข้าหาแพทย์ อีกทั้งเดือดร้อนกับการนำเงินมาหมุนเป็นค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน โดยไม่ทันได้ตระหนักว่าค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากนั้นหมดไปกับเรื่องเกินจำเป็น อีกด้วย

การว่างงานแอบแฝงของบุคลากรนั้นมิใช่ความผิดของบุคลากร แต่เป็นความผิดของระบบการกระจายทรัพยากรอย่างแท้จริง เมื่อมีการปฏิรูปการกระจายทรัพยากรใหม่เป็นการเหมาจ่ายรายหัวประชากร บุคลากรย่อมต้องวิ่งตามทรัพยากรไปเองในที่สุด

นอกจากนี้การว่างงานแอบแฝงยังเกิดขึ้นจากการแพทย์แบบแยกส่วนอวัยวะเป็น ชิ้นๆ ทุกโรงพยาบาลมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคที่ไม่มีคนไข้ให้ตรวจ ถ้ามีคนไข้ให้ตรวจก็ไม่มีห้องตรวจให้นั่ง ไม่มีห้องผ่าตัดที่ว่าง ไม่มีเครื่องมือไฮเทครองรับ ฯลฯ เมื่อมีการปฏิรูปการรักษาพยาบาลให้เป็นองค์รวม ใกล้บ้านใกล้ใจ การว่างงานแอบแฝงจึงจะลดลงไปเอง คิดว่าไม่มีแพทย์ท่านใดที่อยากว่างงานเกินสมควร

ส่วนญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลที่เคยเข้าถึงบริการ ยาและเครื่องมือไฮเทคได้อย่างสะดวกสบายเมื่อเทียบกับประชาชนกลุ่มอื่นนั้น ควรเข้าใจว่ายาและบริการต่างๆที่เคยได้รับมานั้นล้วนเกินจำเป็นเสียเป็นส่วน มาก การที่เกิดเป็นญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลแล้วจะได้ยาดีๆและยา ต่างประเทศนั้นเป็นอีกหนึ่งตรรกะที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง

บัญชียาหลักแห่งชาติที่มีอยู่พอรักษาทุกโรคแน่นอน ไม่มียาใดดีกว่ายาใด มีแต่ยาใดเหมาะสมกับโรคอะไร ยามิใช่พิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ที่สามารถสั่งขายหรือซื้อขายได้โดยไม่ควบคุม การโฆษณาและจริยธรรม

ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักเรียนแพทย์ท่านใดที่อยากตกเป็นทาสบริษัทยาหรือบริษัทขายครุภัณฑ์ทางการแพทย์โดยเจตนา ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ตั้งมั่นจึงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกลับไปที่ระบบการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ ให้ดูแลผู้ป่วยครบองค์รวม ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางวิชาชีพโดยปราศจากอิทธิพลของการโฆษณาใดๆอย่างแท้จริง

สำหรับคนยากจน ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่การให้ทานเหมือนกับที่ระบบอื่นเคยกระทำกับคน ยากจน เป็นระบบที่ให้เกียรติคนจนมากกว่าระบบใดที่เคยมีมาก่อน ยังไม่นับว่าระบบที่เคยมีมานั้นยังประสบปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากรอย่าง มากเช่นเดียวกัน

ตรรกะสุดท้ายที่ได้ยินเสมอคือคนรวยควรเสียเงินเอง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือระบบประกันสุขภาพมิได้มุ่งเน้นที่จะให้ใครเป็น ผู้เสียเงิน แต่มุ่งเน้นที่การกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงเป็นสำคัญ แล้วคาดหวังว่าจะส่งผลกระทบไปสู่ปัญหาต่างๆที่หมักหมมมานานในระบบเดิมให้ ละลายหายไปในที่สุด

คนรวยจะได้จ่ายเงินเองเพราะเป็นเหยื่อโฆษณาทางการแพทย์ที่จะแนบเนียนมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน แต่มิควรมีเสรีมากมายถึงเพียงนี้

ผู้เขียนเพียงต้องการให้ภาคประชาชน รวมถึงข้าราชการรัฐวิสาหกิจและญาติพี่น้องของข้าราชการรัฐวิสาหกิจ ญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รู้ถึงคุณค่าของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และเรียกร้องให้รัฐใดๆก่อตั้งระบบขึ้นมาให้สำเร็จให้จงได้ ยังจะมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการอีกมากที่ต้องแก้ไขแต่ถ้าประชาชนรู้ว่าตนเองจะได้อะไรก็คงไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น