ผ่าระบบโครงสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5 งบประมาณ

มีผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่งพูดแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น เรื่องที่ต้องทำทันที มีปัญหาแล้วจึงแก้ จะรอให้พร้อมก็ไม่มีวันได้ทำ มีนักเศรษฐศาสตร์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการแพทย์มีลักษณะผูกขาดเทคโนโลยี่และ ข้อมูลเอาไว้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอหาข้อมูลครบถ้วนและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเสรีการค้า เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นแล้ว และมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วด้วยปัญหาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่วิธีจัดสรรงบประมาณ หากงบประมาณไม่พอก็ควรทำให้พอ หากการแบ่งเงินระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อย ก็ควรหาทางแก้ไขทำให้เรียบร้อย ไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบเหมา หรือเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่ตรงประเด็น

งบประมาณไม่พอก็เพิ่มด้วยการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า กรณีนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนายแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ และวุฒิสมาชิกเคยเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครรับไปทำ เดาว่าคงทำได้ยาก จนไม่มีใครกล้าคิด อย่างไรก็ตามงบประมาณไม่พอเป็นเพียงภาพรวม ซึ่งหมายความว่าหากโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนยังใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นในอดีตที่ผ่านมา เพิ่มให้อย่างไรก็ไม่มีวันพอ ตรงนี้ยืนยันได้จากสถิติย้อนหลังสิบปี

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการเริ่มเข้าถึง งบประมาณย่อมไม่เพียงพอเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการประหยัดรายจ่ายอย่างเอาจริงเอาจังทั้งหมวดสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ ทั้งการแพทย์และการจัดการ รวมทั้งบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อยก็ควรหาทางแก้ไขที่ เกณฑ์การจัดสรร ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มิได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย โดยสร้างหลักประกันเงินเดือนยังคงอยู่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอีกด้วย ซึ่งควรดีใจว่าท่านกรุณามากแล้วเมื่อเทียบกับการว่างงานแอบแฝงที่มีอยู่

เรื่องเกณฑ์การจัดสรรเงินนี้มีทั้งนายแพทย์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเศรษฐศาสตร์เสนอความเห็นกันมากแล้ว ไม่น่าจะยากเกินกำลังและสติปัญญาของทุกฝ่าย

ที่บอกว่าไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งระบบ เช่นว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการแพทย์สังคมนิยม ตรงนี้มิใช่ไม่เชื่อแต่ยังไม่เข้าใจ ผู้เขียนอยากให้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมออกมาช่วยอธิบายให้สาธารณชนรู้จักการแพทย์คอมมิวนิสต์หรือ สังคมนิยมจริงๆสักครั้ง

– ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำ ซึ่งในความเป็นจริงมาตรฐานทางการแพทย์ก็ต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว

– ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีจริยธรรมการแพทย์เสื่อมทรามลง ซึ่งอันที่จริงจริยธรรมทางการแพทย์ก็เสื่อมทรามอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน

– ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้การส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลชุมชนกับโรงพยาบาลจังหวัดมีปัญหา อันนี้จริง แต่มิใช่ว่าระบบเดิมจะไม่มีปัญหา

ระบบเดิมมีปัญหาเพราะส่งกันมากเกินไปจนผู้ป่วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ล้นเกิน เห็นบ่นกันว่าวันๆต้องตรวจแต่โรคง่ายๆไม่มีเวลาได้ตรวจโรคยากๆที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

ระบบใหม่มีปัญหาเพราะส่งกันน้อยเกินไปจนผู้ป่วยไม่ได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือส่งต่อแต่ผู้ป่วยที่มีรายจ่ายสูงมากเพื่อเป็นการปัดภาระ

ปัญหาอยู่ที่ไหนก็ควรแก้ให้ถูกเรื่องนะครับ กรณีการส่งต่อเกิดจากความไม่ลงตัวของการจัดสรรงบประมาณลงท้องถิ่น มิได้เกิดจากเงินไม่พอแต่อย่างใด หากจะมีปัญหาทางจริยธรรมจากการส่งต่อก็คงเกิดจากตัวบุคคล เช่น แพทย์กังวลเรื่องความอยู่รอดของโรงพยาบาลตนเองมากกว่าชีวิตผู้ป่วย เป็นต้น สมควรที่องค์กรวิชาชีพจะตักเตือนหรือลงโทษมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

เพราะกรณีนี้จะต่างจากคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธผู้ป่วยเพราะไม่มีค่า รักษาที่ตรงไหน หากโรงพยาบาลของรัฐกระทำแบบเดียวกัน ก็สมควรถูกจัดการด้วยมาตรการเดียวกัน หากจะมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอบริหารโรงพยาบาลตนเองก็ควรเปลี่ยนยุทธศาสตร์การ บริหารให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เช่น เดิมพิจารณาสร้างตึกใหม่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ตามความต้องการของแพทย์และจำนวนผู้ป่วยในท้องถิ่น ก็คงถึงเวลาต้องศึกษาหาความรู้เสียทีว่าการพิจารณาด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้นเรียกว่าเป็นการพิจารณาที่รอบด้านแล้วหรือไม่

เช่น เดิมมีบุคลากรที่ว่างงานแอบแฝงจำนวนมาก ทั้งในตอนเช้าและชัดเจนมากขึ้นในตอนบ่าย ก็คงถึงเวลาคำนวณความเหมาะสมของจำนวนบุคลากรอย่างจริงจัง มิใช่ลูบหน้าปะจมูกกันเหมือนที่ผ่านมา

หากเงินโรงพยาบาลจะไม่พอจริงๆ ก็ควรตัดรายจ่ายด้านอื่นลงมิใช่ไปตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยลง ไม่เข้าใจจริงๆว่าใครบอกใครสอนว่าให้ตัดคุณภาพลง ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคงมิใช่สาเหตุของการตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยแน่นอน มิใช่มนุษย์หรอกหรือที่ “สั่ง” ตัดหรือ “ยอมรับคำสั่ง” ตัดคุณภาพการรักษา

การเสนอวิธีแก้ไขที่จุดอื่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นถูกเบี่ยงปัญหาที่แท้ก็ไม่ถูกแก้ เช่น เสนอให้กลับไปปรับปรุงบัตรผู้มีรายได้น้อย หรือบัตรสุขภาพห้าร้อยบาท ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการสังคมสงเคราะห์ แต่ระบบประกันสุขภาพมิใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์ที่มีอยู่เดิมก็มิใช่ว่าเหมาะสม เป็นการให้การรักษามาตรฐานต่ำอย่างเห็นได้ชัด เปิดโอกาสให้ทรัพยากรเทไปที่การแพทย์มาตรฐานสูงสำหรับคนส่วนน้อย

เช่น เสนอให้คนที่พอจะมีเงินได้ออกเงินเอง ซึ่งมิใช่ปรัชญาของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องการให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่ มิได้ต้องการให้ใครมาออกมากออกน้อย ตรงนี้ไม่เห็นมีประเด็น

สามสิบบาทเป็นของพรรคการเมือง แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่ มาช่วยกันโจมตีพรรคการเมืองได้เลย แต่ควรช่วยกันส่งเสริมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้เขียนเห็นด้วยว่างบประมาณมีปัญหา การจัดสรรเงินมีปัญหา การส่งต่อผู้ป่วยมีปัญหา แต่เรื่องมาตรฐานและจริยธรรมที่ตกต่ำลงไม่เกี่ยว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว องค์กรวิชาชีพและอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเข้ามาดูแลให้ตรงประเด็นได้

กลุ่มแพทย์และลูกจ้างประกันสังคม สามารถช่วยเหลือหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าให้เข้มแข็งได้ด้วยการเคลียร์สารสนเทศทางสาธารณสุขให้กระจ่างโดยเร็ว เมื่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้มแข็ง การกระจายทรัพยากรเป็นธรรม แพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นน้องๆจะมีความมั่นคงทั้งหน้าที่การงานมากกว่า ปัจจุบัน ซึ่งต้องแข่งขันกับแพทย์รุ่นพ่อรุ่นพี่อย่างมาก ส่วนลูกจ้างประกันสังคมก็จะได้รับบริการด้วยมาตรฐานทางการแพทย์สูงกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 5 งบประมาณ

มีผู้ใหญ่ที่น่านับถือท่านหนึ่งพูดแล้วว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น เรื่องที่ต้องทำทันที มีปัญหาแล้วจึงแก้ จะรอให้พร้อมก็ไม่มีวันได้ทำ มีนักเศรษฐศาสตร์ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการแพทย์มีลักษณะผูกขาดเทคโนโลยี่และ ข้อมูลเอาไว้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอหาข้อมูลครบถ้วนและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดเสรีการค้า เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นแล้ว และมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วด้วยปัญหาของการประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ ก็ควรแก้ไขที่วิธีจัดสรรงบประมาณ หากงบประมาณไม่พอก็ควรทำให้พอ หากการแบ่งเงินระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อย ก็ควรหาทางแก้ไขทำให้เรียบร้อย ไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบเหมา หรือเสนอวิธีแก้ไขที่ไม่ตรงประเด็น

งบประมาณไม่พอก็เพิ่มด้วยการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า กรณีนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนายแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ และวุฒิสมาชิกเคยเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครรับไปทำ เดาว่าคงทำได้ยาก จนไม่มีใครกล้าคิด อย่างไรก็ตามงบประมาณไม่พอเป็นเพียงภาพรวม ซึ่งหมายความว่าหากโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนยังใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นในอดีตที่ผ่านมา เพิ่มให้อย่างไรก็ไม่มีวันพอ ตรงนี้ยืนยันได้จากสถิติย้อนหลังสิบปี

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการเริ่มเข้าถึง งบประมาณย่อมไม่เพียงพอเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการประหยัดรายจ่ายอย่างเอาจริงเอาจังทั้งหมวดสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ ทั้งการแพทย์และการจัดการ รวมทั้งบุคลากร

การจัดสรรงบประมาณระหว่างโรงพยาบาลต่างๆไม่เรียบร้อยก็ควรหาทางแก้ไขที่ เกณฑ์การจัดสรร ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขก็มิได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย โดยสร้างหลักประกันเงินเดือนยังคงอยู่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอีกด้วย ซึ่งควรดีใจว่าท่านกรุณามากแล้วเมื่อเทียบกับการว่างงานแอบแฝงที่มีอยู่

เรื่องเกณฑ์การจัดสรรเงินนี้มีทั้งนายแพทย์ นักหนังสือพิมพ์ และนักเศรษฐศาสตร์เสนอความเห็นกันมากแล้ว ไม่น่าจะยากเกินกำลังและสติปัญญาของทุกฝ่าย

ที่บอกว่าไม่ควรกล่าวร้ายระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งระบบ เช่นว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการแพทย์สังคมนิยม ตรงนี้มิใช่ไม่เชื่อแต่ยังไม่เข้าใจ ผู้เขียนอยากให้มีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมออกมาช่วยอธิบายให้สาธารณชนรู้จักการแพทย์คอมมิวนิสต์หรือ สังคมนิยมจริงๆสักครั้ง

– ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีมาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำ ซึ่งในความเป็นจริงมาตรฐานทางการแพทย์ก็ต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว

– ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้มีจริยธรรมการแพทย์เสื่อมทรามลง ซึ่งอันที่จริงจริยธรรมทางการแพทย์ก็เสื่อมทรามอยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน

– ว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้การส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลชุมชนกับโรงพยาบาลจังหวัดมีปัญหา อันนี้จริง แต่มิใช่ว่าระบบเดิมจะไม่มีปัญหา

ระบบเดิมมีปัญหาเพราะส่งกันมากเกินไปจนผู้ป่วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ล้นเกิน เห็นบ่นกันว่าวันๆต้องตรวจแต่โรคง่ายๆไม่มีเวลาได้ตรวจโรคยากๆที่ต้องใช้ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

ระบบใหม่มีปัญหาเพราะส่งกันน้อยเกินไปจนผู้ป่วยไม่ได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือส่งต่อแต่ผู้ป่วยที่มีรายจ่ายสูงมากเพื่อเป็นการปัดภาระ

ปัญหาอยู่ที่ไหนก็ควรแก้ให้ถูกเรื่องนะครับ กรณีการส่งต่อเกิดจากความไม่ลงตัวของการจัดสรรงบประมาณลงท้องถิ่น มิได้เกิดจากเงินไม่พอแต่อย่างใด หากจะมีปัญหาทางจริยธรรมจากการส่งต่อก็คงเกิดจากตัวบุคคล เช่น แพทย์กังวลเรื่องความอยู่รอดของโรงพยาบาลตนเองมากกว่าชีวิตผู้ป่วย เป็นต้น สมควรที่องค์กรวิชาชีพจะตักเตือนหรือลงโทษมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

เพราะกรณีนี้จะต่างจากคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนปฏิเสธผู้ป่วยเพราะไม่มีค่า รักษาที่ตรงไหน หากโรงพยาบาลของรัฐกระทำแบบเดียวกัน ก็สมควรถูกจัดการด้วยมาตรการเดียวกัน หากจะมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอบริหารโรงพยาบาลตนเองก็ควรเปลี่ยนยุทธศาสตร์การ บริหารให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

เช่น เดิมพิจารณาสร้างตึกใหม่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ตามความต้องการของแพทย์และจำนวนผู้ป่วยในท้องถิ่น ก็คงถึงเวลาต้องศึกษาหาความรู้เสียทีว่าการพิจารณาด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้นเรียกว่าเป็นการพิจารณาที่รอบด้านแล้วหรือไม่

เช่น เดิมมีบุคลากรที่ว่างงานแอบแฝงจำนวนมาก ทั้งในตอนเช้าและชัดเจนมากขึ้นในตอนบ่าย ก็คงถึงเวลาคำนวณความเหมาะสมของจำนวนบุคลากรอย่างจริงจัง มิใช่ลูบหน้าปะจมูกกันเหมือนที่ผ่านมา

หากเงินโรงพยาบาลจะไม่พอจริงๆ ก็ควรตัดรายจ่ายด้านอื่นลงมิใช่ไปตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยลง ไม่เข้าใจจริงๆว่าใครบอกใครสอนว่าให้ตัดคุณภาพลง ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคงมิใช่สาเหตุของการตัดคุณภาพการรักษาผู้ป่วยแน่นอน มิใช่มนุษย์หรอกหรือที่ “สั่ง” ตัดหรือ “ยอมรับคำสั่ง” ตัดคุณภาพการรักษา

การเสนอวิธีแก้ไขที่จุดอื่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ก้าวหน้า เพราะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ประเด็นถูกเบี่ยงปัญหาที่แท้ก็ไม่ถูกแก้ เช่น เสนอให้กลับไปปรับปรุงบัตรผู้มีรายได้น้อย หรือบัตรสุขภาพห้าร้อยบาท ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการสังคมสงเคราะห์ แต่ระบบประกันสุขภาพมิใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์ที่มีอยู่เดิมก็มิใช่ว่าเหมาะสม เป็นการให้การรักษามาตรฐานต่ำอย่างเห็นได้ชัด เปิดโอกาสให้ทรัพยากรเทไปที่การแพทย์มาตรฐานสูงสำหรับคนส่วนน้อย

เช่น เสนอให้คนที่พอจะมีเงินได้ออกเงินเอง ซึ่งมิใช่ปรัชญาของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องการให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่ มิได้ต้องการให้ใครมาออกมากออกน้อย ตรงนี้ไม่เห็นมีประเด็น

สามสิบบาทเป็นของพรรคการเมือง แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่ มาช่วยกันโจมตีพรรคการเมืองได้เลย แต่ควรช่วยกันส่งเสริมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้เขียนเห็นด้วยว่างบประมาณมีปัญหา การจัดสรรเงินมีปัญหา การส่งต่อผู้ป่วยมีปัญหา แต่เรื่องมาตรฐานและจริยธรรมที่ตกต่ำลงไม่เกี่ยว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว องค์กรวิชาชีพและอาจารย์มหาวิทยาลัยน่าจะเข้ามาดูแลให้ตรงประเด็นได้

กลุ่มแพทย์และลูกจ้างประกันสังคม สามารถช่วยเหลือหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าให้เข้มแข็งได้ด้วยการเคลียร์สารสนเทศทางสาธารณสุขให้กระจ่างโดยเร็ว เมื่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้มแข็ง การกระจายทรัพยากรเป็นธรรม แพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นน้องๆจะมีความมั่นคงทั้งหน้าที่การงานมากกว่า ปัจจุบัน ซึ่งต้องแข่งขันกับแพทย์รุ่นพ่อรุ่นพี่อย่างมาก ส่วนลูกจ้างประกันสังคมก็จะได้รับบริการด้วยมาตรฐานทางการแพทย์สูงกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย

Pasted from <http://www.midnightuniv.org/miduniv888/newpage5.html>

บทความลำดับที่ 208 ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชุด “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า”รวมทั้งหมด 5 ตอน

หมายเหตุ :
การนำเสนอบทความชิ้นนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ และคัดรวมส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพื่อนำเสนอในรูปแบบเว็ปไซต์ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แพทย์ : เทพเจ้าผู้กาลี (ฉบับร่วมสมัย) ความรู้ทางการแพทย์ เพื่อประชาชนเข้มแข็ง : ประจำเดือน สิงหาคม ๒๕๔๕
release date
240845

คงถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องยอมรับกันว่า
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมิใช่ตำตอบที่ดีของระบบ
สาธารณสุขของไทยอีกต่อไป ระบบแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญทำให้เกิดการแยกส่วนของทั้งระบบ
บริหารและระบบบริการตามด้วยการว่างงานแอบ
แฝงอย่างรุนแรงในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ทำให้โรงพยาบาลมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริง
ของประชาชนในพื้นที่

ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตในสังคม ปัจจุบัน กุมารแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะป้องกันไข้เลือดออก ศัลยแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะผ่าตัดผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ อายุรแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยตับแข็งจากการดื่มเหล้า ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจซึ่งทวี จำนวนอย่างรวดเร็วจากการดำรงชีวิตที่ผิดพลาด

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่ออุดมศึกษาไท : บทความลำดับที่ 208 เกี่ยวกับความรู้ทางด้านสาธารณสุข เผยแพร่บนเว็ปไซต์ครั้งแรกวันที่ 24 สิงหาคม 2545

เรื่องประชาชนไม่ รู้จักหรือไม่ยอมรับนั้นไม่เป็นไร เมื่อเวลาผ่านไปประชาชนจะทราบเองว่าแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะรักษาและป้องกันโรคให้ครอบครัวของเขาได้ดีกว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา

แต่เรื่องที่สำคัญคือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาจำเป็นต้องไปนั่งทำงานในสถานะของแพทย์ทั่วไปที่สถานีอนามัย ทำให้เกิดความอึดอัดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอันมาก

อย่างไรก็ดี เมื่อคิดว่าอันที่จริงแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกคนเรียนหลักสูตรและผ่านการ ทำงานในฐานะแพทย์ทั่วไปมาแล้วทั้งสิ้น อีกทั้งหลายท่านสามารถตรวจโรคทั่วไปเวลาเปิดคลินิกส่วนตัวได้ การปรับตัวครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

คงถึงเวลาที่จะต้องยอมรับกันว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมิใช่ตำตอบที่ดีของระบบ สาธารณสุขของไทยอีกต่อไปแล้ว ระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำให้เกิดการแยกส่วนของทั้งระบบบริหารและระบบบริการ ตามด้วยการว่างงานแอบแฝงอย่างรุนแรงในทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้โรงพยาบาลมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่

ความรู้ทางจิตเวชศาสตร์ที่มีอยู่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพจิตในสังคม ปัจจุบัน กุมารแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะป้องกันไข้เลือดออก ศัลยแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะผ่าตัดผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ อายุรแพทย์ที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยตับแข็งจากการดื่มเหล้า ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่มีอยู่ก็ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจซึ่งทวี จำนวนอย่างรวดเร็วจากการดำรงชีวิตที่ผิดพลาด

แนวคิดที่จะพึ่งผู้เชี่ยวชาญจึงควรถูกยกเลิก การลงทุนไปกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ศูนย์รักษาโรคเฉพาะกิจ หรือ เครื่องมือไฮเทค ที่รับใช้ได้เพียงผู้มีโอกาสและตอบสนองวิชาการของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม ในที่สุดก็ควรมีเหลือผู้เชี่ยวชาญอยู่บ้างแต่มิใช่มากมายหรือเป็นกระแสหลักดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ยกตัวอย่างจิตเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์สมัยใหม่หมายถึงความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บทางจิตที่อิงบน ความรู้ของฝรั่ง อาศัยคำอธิบายที่เกี่ยวกับจิตวิเคราะห์ สารเคมีในสมอง และพฤติกรรมศาสตร์ในการตอบคำถามทุกคำถาม คำตอบที่ได้จึงออกมาในรูปของจิตบำบัด การจ่ายยาและพฤติกรรมบำบัดตามลำดับ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพจิตระดับสังคมของบ้านเราได้เลย

แน่นอนว่าจิตเวชศาสตร์สมัยใหม่มิได้พูดถึงเพียงแง่มุมของการรักษาแต่เพียง มิติเดียว หากยังพูดถึงเรื่องการส่งเสริม ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพจิตอีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงคำพูดในตำรา มีความพยายามน้อยครั้งมากที่จะแปรทฤษฎีเหล่านั้นให้เกิดผลกับสังคมโดยรวม ยังมินับว่าความรู้เหล่านั้นเหมาะสมกับบ้านเราแล้วหรือไม่

ไม่มีความพยายามที่จะริเริ่มงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูให้เป็นจริงเป็นจัง หรืออาจจะมีอยู่บ้างแต่ผลลัพธ์เป็นเช่นไรน่าจะเห็นได้จากยอดผู้ใช้สารเสพย์ ติด รวมทั้งยอดผู้ป่วยทางจิตที่เป็นเด็กและเยาวชนซึ่งสูงมากขึ้นทุกปี ตบท้ายด้วยการจับและทำร้ายตัวประกันถึงชีวิตซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า บ้านเรานั้นเดินไปก็ตายได้

เหตุที่งานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูไม่สามารถเป็นรูปร่างได้เพราะ “โครงสร้าง” ของ “ระบบ”แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสกัดกั้นเอาไว้ ไม่อำนวยและไม่เปิดโอกาสให้มันเป็นไปได้ ด้วยโครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ

หนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย่อมเก่งกว่าแพทย์ทั่วไป

สอง วิธีแก้ปัญหาสุขภาพคือการเร่งเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สาม แพทย์ที่ผลิตได้ไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่าการจ่ายยาหรือผ่าตัด และ

สี่ ลำพังมิติของการรักษาก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรษัทขายยาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ช่วยสังคมมากเท่าที่ควร แต่กลับช่วยให้ยารักษาโรคขายออกได้ง่ายขึ้น ด้วยโครงสร้างและระบบเช่นนี้ ต่อให้ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาอีกกี่หมื่นคนคนก็จะถูกกลืนเข้าไปกับ กระบวนการจ่ายยารักษาผู้ป่วย และจัดตั้งศูนย์รักษาเฉพาะกิจ รวมทั้งศูนย์เครื่องมือไฮเทค เช่น ศูนย์รักษาโรคหัวใจ ศูนย์รักษาสมรรถภาพเพศชาย ศูนย์รักษาโรคนอนไม่หลับ เป็นต้น

แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่เพียงไม่มีค่ารถเดินทางไปโรงพยาบาล แต่ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะเข้าถึงบริการ จึงยังคงมีสุขภาพที่เสื่อมทรามต่อไป เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ “โครงสร้าง” หลักของ “ระบบ” ด้วยโครงสร้างเช่นนี้เองทำให้ปัญหาการทำร้ายตัวประกันยาบ้าได้รับคำอธิบาย ด้วยสารเคมีโดปามีนและเอ็นดอร์ฟิน มากกว่าที่จะหาคำอธิบายระดับมหภาค แล้วรื้อโครงสร้างและระบบสาธารณสุขที่แสนจะพิกลพิการนี้ทิ้งไปเสีย

รัฐ(จะเป็นใครก็ช่างเถอะ)ได้เริ่มต้นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า(จะกี่สิบบาทก็อย่าสนใจ) เป็นระบบที่ใช้หัวประชากรและเงินเป็นตัวตั้ง เทความสำคัญให้กับงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูมากกว่างานรักษา เทความสำคัญให้กับแพทย์ทั่วไปมากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนระบบด้วยพลังทางการเมืองและสังคม

นี่คือระบบที่ถูกต้องและจะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน แต่อุปสรรคขวากหนามกลับมีมากมายอย่างเหลือเชื่อ หนึ่งในอุปสรรคนั้นคือกรอบความคิดที่ยังยึดติดกับการแพทย์ระบบผู้เชี่ยวชาญ

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้หัวประชากรต่อพื้นที่เป็นตัวตั้ง จะทำให้เกิดการกระจายแพทย์และสถานบริการอย่างเท่าเทียมในอนาคต ยกตัวอย่างคำถาม เขตพญาไทมีประชากรกี่คนถึงต้องมีโรงพยาบาลราชวิถี รามาธิบดี พระมงกุฎ พญาไท เดชา โรงพยาบาลขนาดยักษ์เหล่านี้ดูด “เงิน” จากชนบทไปมากมายเพียงใด

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทำให้แพทย์จำเป็นต้องใช้เงินอย่างคุ้มทุน เช่น หากรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วยยาเม็ดละบาท แล้วทำไมต้องใช้ยาเม็ดละสามสิบบาท ด้วยโครงสร้างที่จำกัดตัวเงินจะทำให้กลไก “หนุนหลัง” ของบรรษัทยาเป็นอัมพาตไป ที่สำคัญคือแพทย์ส่วนใหญ่รู้อยู่แก่ใจว่ายาราคาถูกได้ผลดีเท่าๆกับยาราคาแพง

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเทความสำคัญให้กับงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูมากกว่า งานรักษา ทำนองว่าเมื่อระบบเดินหน้าเต็มลูกสูบ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมากจะต้องขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแพทย์ซึ่งถูกโครงสร้างของการรักษาครอบงำมานานแสนนานต้องดิ้นรนให้ หลุดจากการครอบงำนั้นแล้วริเริ่มงานส่งเสริมป้องกันฟื้นฟูให้สำเร็จให้จงได้

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเทความสำคัญให้กับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมากกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ทำนองว่าแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยครบองค์รวมและครอบครัวผู้ป่วย จึงจะเป็นแพทย์ที่ดำรงตนสอดคล้องกับระบบใหม่ โดยคาดหวังว่าในที่สุดแล้วครอบครัวและชุมชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างดี มิต้องพึ่งพิงแพทย์และโรงพยาบาลอย่างหน้ามืดตามัวถึงเพียงนี้

แต่แล้วความดีงามเหล่านี้กลับกำลังถูกฉ้อฉลด้วยคนในระบบกันเอง ยกตัวอย่าง ผลจากการแบ่งเงินตามหัวประชากรทำให้โรงพยาบาลที่เคย ส่งต่อผู้ป่วยไปที่อื่นตลอดเวลาเพราะกินเงินเดือนประจำ เปลี่ยนท่าทีเป็นกักตัวผู้ป่วยทุกประเภทเอาไว้มิยอมส่งต่อทั้งที่ไม่มีความสามารถในการรักษา สาเหตุเพราะถ้าส่งต่อเมื่อไรต้องตามไปจ่ายเมื่อนั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดกับโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งอีกด้วย

ในทางตรงข้าม ผู้เชี่ยวชาญที่เคยดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะความเป็นผู้เชี่ยวชาญก็กักตัวผู้ ป่วยไว้มิยอมส่งคืนภูมิลำเนาทั้งๆที่เป็นโรคซึ่งแพทย์ทั่วไปที่ไหนก็รักษา ได้ อีกทั้งยังเชื่อมั่นรวมทั้งถ่ายทอดความเชื่อมั่นนี้ให้กับผู้ป่วยว่ามีแต่ยา ราคาแพงเท่านั้นจึงเหมาะสมกับโรคของเขา

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่สาเหตุหลักมาจาก “คน” มิได้มาจาก “ระบบ”

แน่นอนว่าไม่มีระบบใดที่จะสมบูรณ์แบบ แต่ระบบที่สมบูรณ์แบบใดๆก็ล้วนถูกทำลาย ลงได้ด้วยคนทั้งสิ้น

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องที่ดี เมื่อเราป่วยเราไม่ควรเสียเงินทองที่มากมายเกินเหตุ การที่จะคาดหวังให้สถานพยาบาลขนาดใหญ่ บริษัทยา และแพทย์ ยอมถอยหลังคนละสองสามก้าวนั้นเป็นไปไม่ได้หากไม่แก้ไข “โครงสร้าง” และ “ระบบ” ที่พึ่งพิงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ประชาชนไม่ควรพึ่งพิงทั้งระบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งไม่ควรหวังพึ่งพิงรัฐและผู้คุมนโยบายจนเกินไปเพราะในหลายกรณีก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน

เรื่องทั้งหมดจึงวนกลับมาที่สังคมต้องเข้มแข็งและพึ่งตนเอง หาทางรู้เท่าทันระบบสุข ภาพให้ได้และเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดสุขภาพของตนเอง

สังคม(ทุนนิยม)กำลังแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้า

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตอนที่ 2 ความเท่าเทียม

บทความนี้ต้องการให้เห็นประโยชน์ที่ประชาชน “ทุกคน” จะได้รับจากระบบ ประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และคาดหวังว่ารัฐบาลใดๆก็ตามจะเห็นความสำคัญและก่อตั้งระบบเช่นนี้ได้เป็นผล สำเร็จสักวันหนึ่ง

หลักการของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐเป็นผู้จ่ายเป็นหลักการที่ถูกต้อง หากทุกฝ่ายเคลียร์กันได้ว่าเรื่องนี้ถูกต้องก็สมควรมาร่วมกันแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้น การบริหารจัดการที่กำลังมีปัญหาขณะนี้เป็นเพียงความขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งไม่น่าจะเกินความสามารถของบุคลากรสาธารณสุขที่จะแก้ไขได้

การให้เหตุผลว่าขนาดอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่นยังทำงานนี้ไม่สำเร็จแล้วประเทศเราจะไปทำอะไรได้ ฟังดูไม่เป็นเหตุผล ปัญหาสำคัญขณะนี้คือทุกฝ่ายยังไม่ลงรอยกันว่า ระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็น ผู้จ่ายคือระบบที่เหมาะสม จึงเบี่ยงเบนประเด็นไปมาไม่รู้จักจบ

ที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนยังไม่รู้ว่าระบบนี้ให้ประโยชน์กับทุกคนเพียงใด

ลองเปรียบเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือเขื่อนกั้นน้ำ ภาคประชาชนมีความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างดีในการปกป้องทรัพยากรที่จะถูก ช่วงชิงไป แต่สำหรับการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ภาคประชาชนกลับนิ่งเฉย เหมือนไม่ทราบว่าระบบสาธารสุขแบบเดิมนั้นได้ช่วงชิงทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ไป มากเพียงใด

ในทางตรงข้าม ภาคประชาชนบางกลุ่มได้เรียกร้องขอสิทธิในการรับบริการข้ามเขตเพราะ “เชื่อ” ว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมากกว่าโรงพยาบาลใกล้บ้าน นี่คือความเชื่อที่ผิด ความเชื่อที่ว่าโรงพยาบาลนั้นดีกว่าโรงพยาบาลนี้ โรงพยาบาลนี้ดีกว่าโรงพยาบาลนั้น เกิดจากความเชื่อและความหลงผิดเป็นส่วนใหญ่

ระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมได้แปรเปลี่ยนแพทย์ ยา และเครื่องมือไฮเทคให้เป็นสินค้าที่ตอบสนองบริโภคนิยมไปแล้ว ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และจริยธรรมล้วนถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ เช่น ลดราคาการตรวจร่างกายประจำปี แพ็กเก็จฝากครรภ์ราคาประหยัด ศูนย์ตรวจโรคหัวใจครบวงจร ห้องแล็บโรคนอนไม่หลับ การขายฮอร์โมน แคลเซียมและยารักษาโรคกระดูกพรุน เป็นต้น มิพักต้องพูดถึงศูนย์เสริมความงามทั้งใบหน้าและทั่วตัวที่มีอยู่ก่อนแล้ว

แม้ว่าการตรวจร่างกายประจำปี การฝากครรภ์ การตรวจโรคหัวใจ โรคนอนไม่หลับ โรคกระดูกพรุน ล้วนเป็นภาวะที่มีจริงและมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องการการดูแลรักษาที่ถูกต้อง แต่ระบบที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงบริการและได้รับบริการที่เท่า เทียมรวมทั้งไม่มากจนเกินไปนั้น “ไม่มี”

เมื่อสังคมแปรให้โรคต่างๆกลายเป็นสินค้าที่ซื้อหาได้โดยอิสระเช่นนี้ ความเสียหายของทรัพยากรจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว จนไม่มีทางเลยที่เราจะหยุดกระบวนการทำลายตนเองของสังคมเช่นนี้ได้ นอกจากจะปฏิรูปวิธีซื้อขายสินค้าเหล่านี้เสียใหม่

นั่นคือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย

เมื่อยี่สิบปีก่อนชาวบ้านธรรมดาๆที่กลัวเป็นโรคหัวใจจะเดินขึ้นโรงพยาบาลเพื่อขอเอกซเรย์หาโรคหัวใจ สิบปีก่อนเริ่มมีชาวบ้านที่เดินมาขอ “อีเคจี” หาโรคหัวใจ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านธรรมดาๆนี่แหละที่มาขอใบส่งตัวไปทำ”เอ็คโค” ที่ศูนย์โรคหัวใจในกรุงเทพฯ

ผมไม่เชื่อว่าจะมีแพทย์โรคหัวใจท่านใดเห็นดีเห็นงามกับการซื้อขายสินค้าโรคหัวใจเช่นนี้ แพทย์ควรได้รับสิทธิในการกำหนดวิธีตรวจหาโรคหัวใจที่เหมาะสม นั่นคือ ดู คลำ เคาะ ฟัง เอกซเรย์ อีเคจี เอ็คโคคาร์ดิโอแกรม และสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ซึ่งจะเป็นไปได้เมื่อรัฐเป็นผู้จ่าย เป็นไปได้ยากเมื่อใครก็ตามที่มีเงินขอเป็นผู้จ่าย 000000000 เพราะทั้งคนซื้อคนขายล้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของการโฆษณา

ยี่สิบปีก่อนชาวบ้านมาขอเอกซเรย์ สิบปีก่อนเขามา “เอกซเรย์คอมพิวเตอร์” ตอนนี้เขามาขอ “เอ็มอาร์ไอ” ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะการแพทย์ได้แปรเปลี่ยนให้เครื่องมือไฮเทค ต่างๆเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างไปจากพิซซ่าและแฮมเบอร์เกอร์

เมื่อสินค้าทางการแพทย์สามารถสนองตอบบริโภคนิยมได้แล้ว ในอีกสิบปีข้างหน้าเมื่อเทคโนโลยี่การทำแผนที่พันธุกรรมมนุษย์พัฒนาไปจนถึงขีดที่สามารถตรวจค้นความพิการแต่กำเนิด ความฉลาดความโง่ หรือความบกพร่องใดๆ ภาคประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการกีดกันมนุษย์ครั้งยิ่งใหญ่จะไม่เกิดขึ้น

เหมือนคนจนได้ “เอกซเรย์” และคนรวยได้ “เอ็มอาร์ไอ”

เพราะการแพทย์มิใช่เรื่องที่จะนำไปทำเป็นสินค้าได้โดยจริยธรรมไม่สั่นคลอน หากประชาชนต้องการซื้อสินค้าที่เกินจำเป็นเหล่านี้ ก็มีสิทธิจะนำเงินส่วนตัวไปซื้อเอง แต่การแพทย์ที่เหมาะสมและพอควรนั้น รัฐต้องจ่าย

เมื่อระบบใหญ่ทางการแพทย์และสาธารณสุขมีรัฐเป็นผู้จ่ายเสียแล้ว โอกาสที่สินค้าทางการแพทย์จะทำตลาดได้มากมายอย่างที่เห็นนี้ก็จะลดลงบ้าง แน่นอนว่ายังคงเหลือคนรวยที่คิดว่าเงินซื้อชีวิตอมตะได้อยู่ ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ขายทองเอาเงินไปซื้อยาลดไขมันกิน กัน

ด้วยระบบประกันสุขภาพที่รัฐเป็นผู้จ่ายนี้เองจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่พอเหมาะพอควร ใกล้บ้าน ใกล้ใจและมีจริยธรรม

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและการบริหารจัดการ เป็นเวลาที่ต้องใช้จัดการกับฐานข้อมูลของประชาชนซึ่งซ้ำซ้อนเหลือเกิน จัดการกับความหลงผิดในบริโภคนิยมทางการแพทย์ของประชาชน และจัดการกับความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์

ความเชื่อของกลุ่มผู้เสียประโยชน์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกัน การแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นอยู่เดิมเอื้อประโยชน์อย่างมากมายให้กับข้า ราชการรัฐวิสาหกิจที่สามารถเบิกค่ารักษาได้โดยไม่จำกัดจำนวน เอื้อประโยชน์ให้กับการว่างงานแอบแฝงของบุคลากรที่เกิดขึ้นในทุกโรงพยาบาล และเอื้อประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องของบุคลากรสาธารณสุขที่เจ็บป่วย โดยไม่ทันได้ตระหนักว่ายังมีประชากรอีกประมาณหนึ่งในสามของประเทศที่เข้าไม่ ถึงบริการ

อยากให้ข้าราชการรัฐวิสาหกิจเข้าใจว่าประโยชน์ที่เราได้รับทุกวันนี้เป็น ประโยชน์ที่ “ไม่จริง” ถึงจะเบิกทุกอย่างได้แต่ก็ยังต้องเหนื่อยยากในการเข้าหาแพทย์ อีกทั้งเดือดร้อนกับการนำเงินมาหมุนเป็นค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน โดยไม่ทันได้ตระหนักว่าค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากนั้นหมดไปกับเรื่องเกินจำเป็น อีกด้วย

การว่างงานแอบแฝงของบุคลากรนั้นมิใช่ความผิดของบุคลากร แต่เป็นความผิดของระบบการกระจายทรัพยากรอย่างแท้จริง เมื่อมีการปฏิรูปการกระจายทรัพยากรใหม่เป็นการเหมาจ่ายรายหัวประชากร บุคลากรย่อมต้องวิ่งตามทรัพยากรไปเองในที่สุด

นอกจากนี้การว่างงานแอบแฝงยังเกิดขึ้นจากการแพทย์แบบแยกส่วนอวัยวะเป็น ชิ้นๆ ทุกโรงพยาบาลมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคที่ไม่มีคนไข้ให้ตรวจ ถ้ามีคนไข้ให้ตรวจก็ไม่มีห้องตรวจให้นั่ง ไม่มีห้องผ่าตัดที่ว่าง ไม่มีเครื่องมือไฮเทครองรับ ฯลฯ เมื่อมีการปฏิรูปการรักษาพยาบาลให้เป็นองค์รวม ใกล้บ้านใกล้ใจ การว่างงานแอบแฝงจึงจะลดลงไปเอง คิดว่าไม่มีแพทย์ท่านใดที่อยากว่างงานเกินสมควร

ส่วนญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลที่เคยเข้าถึงบริการ ยาและเครื่องมือไฮเทคได้อย่างสะดวกสบายเมื่อเทียบกับประชาชนกลุ่มอื่นนั้น ควรเข้าใจว่ายาและบริการต่างๆที่เคยได้รับมานั้นล้วนเกินจำเป็นเสียเป็นส่วน มาก การที่เกิดเป็นญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์พยาบาลแล้วจะได้ยาดีๆและยา ต่างประเทศนั้นเป็นอีกหนึ่งตรรกะที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง

บัญชียาหลักแห่งชาติที่มีอยู่พอรักษาทุกโรคแน่นอน ไม่มียาใดดีกว่ายาใด มีแต่ยาใดเหมาะสมกับโรคอะไร ยามิใช่พิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ที่สามารถสั่งขายหรือซื้อขายได้โดยไม่ควบคุม การโฆษณาและจริยธรรม

ผมไม่เชื่อว่าจะมีนักเรียนแพทย์ท่านใดที่อยากตกเป็นทาสบริษัทยาหรือบริษัทขายครุภัณฑ์ทางการแพทย์โดยเจตนา ด้วยระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ตั้งมั่นจึงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกลับไปที่ระบบการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ ให้ดูแลผู้ป่วยครบองค์รวม ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางวิชาชีพโดยปราศจากอิทธิพลของการโฆษณาใดๆอย่างแท้จริง

สำหรับคนยากจน ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามิใช่การให้ทานเหมือนกับที่ระบบอื่นเคยกระทำกับคน ยากจน เป็นระบบที่ให้เกียรติคนจนมากกว่าระบบใดที่เคยมีมาก่อน ยังไม่นับว่าระบบที่เคยมีมานั้นยังประสบปัญหาเรื่องการกระจายทรัพยากรอย่าง มากเช่นเดียวกัน

ตรรกะสุดท้ายที่ได้ยินเสมอคือคนรวยควรเสียเงินเอง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือระบบประกันสุขภาพมิได้มุ่งเน้นที่จะให้ใครเป็น ผู้เสียเงิน แต่มุ่งเน้นที่การกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงเป็นสำคัญ แล้วคาดหวังว่าจะส่งผลกระทบไปสู่ปัญหาต่างๆที่หมักหมมมานานในระบบเดิมให้ ละลายหายไปในที่สุด

คนรวยจะได้จ่ายเงินเองเพราะเป็นเหยื่อโฆษณาทางการแพทย์ที่จะแนบเนียนมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน แต่มิควรมีเสรีมากมายถึงเพียงนี้

ผู้เขียนเพียงต้องการให้ภาคประชาชน รวมถึงข้าราชการรัฐวิสาหกิจและญาติพี่น้องของข้าราชการรัฐวิสาหกิจ ญาติพี่น้องของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รู้ถึงคุณค่าของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐเป็นผู้จ่าย และเรียกร้องให้รัฐใดๆก่อตั้งระบบขึ้นมาให้สำเร็จให้จงได้ ยังจะมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการอีกมากที่ต้องแก้ไขแต่ถ้าประชาชนรู้ว่าตนเองจะได้อะไรก็คงไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s