ข้อคิดจาก Insects

ข้อคิดจาก Insects วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:00:00
น.แบ่งปันข่าวนี้บน facebook Share โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
นี่จะเป็นอีกบทความหนึ่งของผมที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่อย่านึกว่าเพราะมันยากนะครับ เป็นเพราะผมเองคิดไม่กระจ่างพอต่างหาก
ผมอ่านปฏิกิริยาของผู้คนหลากหลายที่มีต่อการ “ห้ามฉาย” ภาพยนตร์เรื่อง
Insects in the Backyard แล้ว ก็คิดอะไรต่อไปอีกหลายเรื่อง
แต่ไม่แตกสักเรื่องเดียว
นอกจากการตั้งคำถามกับข้อสรุปที่อยู่เบื้องหลังการ “กลั่นกรอง”
ข่าวสารข้อมูลที่สังคมพึงได้รับ
อันเป็นข้อสรุปที่ไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทย
แต่มีในเกือบทุกสังคมทั้งโลกกระมัง ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนี้
แต่ก็จับความจากข่าวในทีวีและคำสัมภาษณ์ของคุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
ผู้สร้างได้ว่า เรื่องนี้คงเกี่ยวกับเพศที่สาม
เพราะคุณธัญญ์วารินกล่าวว่า “คนเรามักถูกกำหนดให้รับบทบาททางสังคม
ตามเพศ [ที่] เราถือกำเนิดมาแต่แรก
โดยที่ไม่มีสิทธิเลือกในสิ่งที่เราต้องการ” นอกจากนี้
ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากแก่ผม
ขอยกคำพูดของคุณธัญญ์วารินอีกว่า “คนเราในสังคม ต่างก็เป็น
′แมลงในสวนหลังบ้าน′ ของกันและกัน
เราต่างไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย
แม้ว่าเขาจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม”
ผมก็เห็นด้วยกับผู้คนจำนวนมากที่คัดค้านมติ “ห้ามฉาย”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ของคณะกรรมการจัดเรตติ้ง
แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะประณามกระทรวงวัฒนธรรมได้หรือไม่
เพราะถ้าให้กระทรวงเข้าไปแทรกแซงสั่งคณะกรรมการให้อนุญาตได้
ก็ไม่รู้จะมีกรรมการไปทำไม
ความเป็นอิสระของกรรมการน่าจะมีความสำคัญในการใช้วิจารณญาณโดยไม่ต้องเกรงใจรัฐมนตรี
หากกระทรวงจะต้องรับผิดชอบต่อกรณีนี้ ก็น่าจะอยู่ตรงที่ว่าไปเลือก 7
มหากาฬนี้มานั่งเป็นกรรมการทำไม
เราจึงน่าจะกลับมาคิดทบทวนเรื่องที่มาของกรรมการ
(ถ้าเรายังเชื่อในการจัดเรตติ้งอยู่) รวมทั้งคิดถึงเรตติ้งทั้ง 7 ว่า
ควรจะมี “ห” หรือห้ามฉายในที่สาธารณะเอาไว้หรือไม่
และถ้าคิดก็ต้องกล้าคิดไปถึงหนังโป๊
และหนังอนาจารเด็กด้วยเลยนะครับว่า การมีเรตติ้ง “ห”
ช่วยทำให้ไม่มีใครสร้างและฉายหนังโป๊หรือหนังอนาจารเด็กได้จริงหรือไม่
และถ้าจะทบทวนที่มาของกรรมการกันใหม่
ผมก็อยากให้ทบทวนหลักการพื้นฐานว่า กรรมการต้องเป็นผู้ “เชี่ยวชาญ”
ด้วยเลย กฎหมายควรให้อำนาจแก่ความ “เชี่ยวชาญ” แค่ไหน? อย่าลืมว่า
แม้กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจอะไรไว้เลย ความ “เชี่ยวชาญ”
ก็เป็นอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว
แต่ก็เป็นอำนาจที่มีการถ่วงดุลในตัวเองด้วย เช่นผู้ “เชี่ยวชาญ”
วิจารณ์หนังในสื่อ ก็มีคนที่อ้างว่าเชี่ยวชาญเหมือนกันออกมาคัดค้าน
และถึงที่สุดแล้วสังคมเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใคร
คือจะดูหรือไม่ดูหนังเรื่องนั้น
ที่ผมห่วงก็เพราะจะเกิดประเพณีแบบรัฐธรรมนูญ
คือสงวนที่นั่งเอาไว้ให้แก่ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ไม่ต้องพิสูจน์ เช่น
อธิการบดี, ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์, ผู้พิพากษา,
ผู้เคยดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง ฯลฯ
คราวนี้ก็จะสงวนที่นั่งไว้ให้แก่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนด้านภาพยนตร์อีก
ผมเป็นห่วงลุงท้วมที่ชอบดูทีวีทั้งวัน
แกจะได้ดูหนังที่ถูกรสนิยมของแกเมื่อไรล่ะครับ
เราจะปล่อยให้อำนาจของความ “เชี่ยวชาญ”
รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นแค่ไหน? ถ้าไหนๆ จะทบทวนกันแล้ว
ผมคิดว่าน่าจะคิดทบทวนระบบเรตติ้งซึ่งเราลอกมาจากสังคมอื่นด้วย
ระบบเรตติ้งนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์
โดยเฉพาะมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่อายุยังไม่ถึง 18 แต่ก็รวมไปถึงตัวโตๆ
ที่อายุ 70 อย่างผมด้วย สื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์แน่
ถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ไม่ต้องเชื่อเรื่องการศึกษาทุกชนิด
(ครูก็เป็นสื่อชนิดหนึ่ง)
แต่ความรู้เพียงเท่านี้ไม่พอที่เราจะไปกำกับควบคุมสื่อได้
เพราะอันที่จริงเราไม่รู้ดีว่าอิทธิพลของสื่อนั้นทำงานอย่างไร
ในเงื่อนไขอะไร มากน้อยเพียงใด
การรับสารจากสื่อนานาชนิดของมนุษย์นั้นผ่านกระบวนการที่สลับซับซ้อนอย่างไร
กว่าจะมีผลต่อพฤติกรรม ฯลฯ
ตัวพฤติกรรมมนุษย์เองก็มีที่มาสลับซับซ้อนด้วยปัจจัยหลากหลายชนิด
เกินกว่าความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบันจะหยั่งได้ทั่วถึง
จะมาสรุปกันง่ายๆ ว่า เห็นเขาปล้ำผู้หญิงในหนัง
ออกจากโรงหนังคนมีแรงทุกคนก็จะปล้ำผู้หญิงบ้าง
ไม่ง่ายและมักง่ายไปหน่อยหรือครับ
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรสำเหนียกไว้ด้วยก็คือ
ระบบเรตติ้งในหลายสังคม เช่น สหรัฐนั้น
ไม่มีอำนาจรัฐอยู่เบื้องหลังเลยนะครับ
เป็นเรื่องตกลงพร้อมใจกันของแขนงต่างๆ ในธุรกิจภาพยนตร์
อย่างน้อยก็เพื่อสร้างมโนภาพว่ากูรับผิดชอบต่อสังคมนะเฟ้ย
ในขณะที่ระบบเรตติ้งของไทยนั้นตั้งอยู่บนอำนาจรัฐเต็มๆ เลย
และเมื่อตั้งอยู่บนอำนาจรัฐ
ก็ต้องมาดูการกระทำของคณะกรรมการว่าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐหรือไม่
รัฐเพิ่งโอ่ไม่นานมานี้ว่า
มีนโยบายจะทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นแขนงใหม่ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
น่าประหลาดที่การสร้างสรรค์นั้น
ไม่มีเทวดามาคอยชี้ว่าอย่างไหนคือสร้างสรรค์ และอย่างไหนไม่ใช่ ฉะนั้น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นได้จากการทดลอง
และการทดลองที่จะเกิดมรรคผลได้ ก็อยู่ที่เสรีภาพในการทดลอง
ถ้ารัฐถืออำนาจคอยชี้ว่าอันนี้สร้างสรรค์ได้ อันนี้สร้างสรรค์ไม่ได้
ก็ไม่มีใครอยากทดลองสร้างสรรค์อะไร
เพราะเสี่ยงที่จะหมดเนื้อหมดตัวได้ง่ายๆ
คณะกรรมการจัดเรตติ้งกำลังส่งสัญญาณแก่สังคมว่า
อย่าทะลึ่งสร้างสรรค์อะไรที่กูไม่ชอบ ใช่ไหม?
คณะกรรมการให้เหตุผลในการ “แบน” หนังเรื่องนี้ว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดี
ผมจึงนึกเลยไปถึงเรื่องของ “ศีลธรรม”
ซึ่งถูกใช้เป็นความชอบธรรมของอำนาจทุกชนิดในสังคมไทยอย่างหน้าด้านๆ
มากขึ้นในเวลานี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นมีสองด้านเสมอ
ด้านหนึ่งคือด้านที่มุ่งจะผดุงสังคมให้ดำรงอยู่สืบไปได้ เช่น
ละเว้นจากการฆ่า, ขโมย, ผิดลูกผิดเมีย, โกหก เป็นต้น
อีกด้านหนึ่งเพื่อผดุงบุคคลให้ก้าวหน้าไปสู่จุดหมายสูงสุดทางศาสนา
เช่น ละเว้นจากการเสพของมึนเมา แม้ว่าการเสพอาจทำให้ง่วงแล้วเข้านอน
(จึงได้ละเว้นจากการฆ่า, ขโมย, ผิดลูกผิดเมีย และโกหก ไปโดยปริยาย)
แต่การเสพของมึนเมาทำให้ขาดสติ ถึงไม่ไปทำร้ายใครเลย ก็ทำร้ายตนเอง
เพราะไม่ได้ละเว้นความชั่วเพราะใช้ปัญญาไตร่ตรองจริง
หากเป็นเพราะเมาจนพับไปเลยทำชั่วไม่ได้ต่างหาก
รวมทั้งขาดสติที่จะคอยเตือนตนเองถึงพระไตรลักษณ์
อันจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการยึดมั่นถือมั่นต่างๆ
ยิ่งห่างไกลพระนิพพานเข้าไปอีก
ศีลธรรมด้านที่สองนี้มีในทุกศาสนานะครับ
เดินทางลำบากลำบนเพื่อไปทำฮัจญ์ ไม่เกี่ยวอะไรกับสังคม
แต่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าครบถ้วน
จึงทำให้มั่นใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งอื่นๆ อย่างเคร่งครัดต่อไป
เช่นเดียวกับผู้นับถือคาทอลิค ไม่กินเนื้อในวันศุกร์
ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการผดุงสังคม
แต่เป็นการผดุงตนเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนา
ผมไม่ปฏิเสธว่าสองด้านของศีลธรรมนี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่มาก เช่น
โกหกบ่อยๆ
ก็ทำให้ต้องใช้สติไปในทางจำคำโกหกของตนให้ได้มากกว่าใช้ไปในทางที่เกิดปัญญา
แต่สองด้านของศีลธรรมนี้มีอยู่จริง
นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ด้วย
เรามักเอาสองด้านนี้มาปะปนกันอยู่เสมอ
โดยลืมไปว่ารัฐและสังคมปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่กำกับศีลธรรมด้านที่หนึ่งแทนศาสนามากแล้ว
เช่น มีตำรวจไล่จับผู้ร้ายเป็นต้น
(ตำรวจโบราณคือผู้ผดุงอำนาจรัฐหรือผู้ปกครอง
ตำรวจสมัยปัจจุบันคือผู้ผดุงสังคม) แต่ในรัฐและสังคมที่อ่อนแอ
เมื่อกลไกของรัฐก็ตาม ระบบการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ก็ตาม
ทำงานอย่างห่วยแตก ก็มักจะยกเอาศีลธรรมเข้ามาพร่ำบ่นแทน
(และมักไม่ได้ผลมากไปกว่าทำให้ผู้พูดกลายเป็นคนมีศีลธรรมขึ้นมา)
รัฐและสังคมไทยเป็นหนึ่งในรัฐและสังคมที่อ่อนแอในเรื่องนี้
กลไกรัฐอ่อนแอนั้น ผมขอไม่พูดถึง เพราะพูดกันมามากแล้ว
แต่ผมอยากพูดถึงกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมที่อ่อนแอมากกว่า
นอกจากเรามีโรงเรียนที่ไม่มีพลังพอจะกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่
ให้เข้ามาสู่สังคมอย่างที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมแล้ว หน่วยอื่นๆ
ของการกล่อมเกลาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว, ชุมชน, วัด, สื่อ,
สังคมโดยรวม ฯลฯ ก็อ่อนแอพอๆ กันด้วย
ผลคือเราต้องหันไปใช้รัฐที่มีกลไกอ่อนแอและสับปะรังเคของเรา
ในการกำกับควบคุมพฤติกรรมพลเมืองอยู่เสมอ การที่รัฐใช้อำนาจ “แบน”
หนังที่รัฐเชื่อว่า ขืนปล่อยให้ดู เราจะเสียผู้เสียคนกันไปหมด
ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับควบคุมพลเมือง
กูจะบังคับให้มึงมีศีลธรรมด้วยการปิดตา
อำนาจอันล้นเกินของรัฐซึ่งสังคมไทยก็มักยินดียกให้นี้
เมื่อเป็นรัฐที่อ่อนแอด้วยกลไกสับปะรังเค
ย่อมไม่บังเกิดผลอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เป็นอันตรายมากกว่าก็คือ
ทำให้เราละเลยที่จะหันกลับไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม
จะโดยการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของสถาบันและองค์กรเดิมๆ
หรือคิดสร้างองค์กรและกระบวนการใหม่ๆ
ที่สอดคล้องกับยุคสมัยขึ้นมาทำหน้าที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เราไม่ทำเลย
แต่ยกอำนาจให้รัฐไปทำแบบห่วยแตกไปเรื่อยๆ อำนาจที่รัฐมีนี้
รัฐนำไปใช้เพื่อ “ขโมย” ก็มากทีเดียว เช่น
หากกรรมการจัดเรตติ้งมีอำนาจมากอย่างนี้
ก็เป็นไปได้ที่จะรับสินบนผู้สร้างหนัง
เพราะผลประโยชน์รออยู่มหาศาลพอที่จะจ่ายได้
หรือเจ้าหน้าที่ปราบยาเสพติด รับสินบนเพื่อเอาชื่อออกจากบัญชีดำ
หรือปล่อยให้คาราวานเล็ดลอดเข้ามา
เพราะผลประโยชน์ก็รออยู่มหาศาลเหมือนกัน
เราไม่เคยคิดถึงการทำให้ด้านความต้องการยาเสพติดลดลง
หรือความต้องการทำอนาจารเด็กลดลง
หรืออย่างน้อยก็ถูกตนเองและสังคมรอบข้างกำกับมากขึ้น รัฐอย่างเดียว –
แม้แต่รัฐที่เข้มแข็ง –
ก็ไม่สามารถกำกับศีลธรรมด้านที่สองคือผดุงบุคคลให้บรรลุจุดหมายสูงสุดทางศาสนาได้
ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับสองด้านของศีลธรรมก็คือ
ถ้าเราคิดว่าหัวนมผู้หญิงเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดี
(หัวนมผู้หญิงหรือท่าทีต่อหัวนมผู้หญิงกันแน่?)
เราก็จะปิดหัวนมผู้หญิงเอาไว้ให้แน่นหนา
แต่เพื่อการนี้เราต้องแลกกับอะไรบ้าง? ผมคิดว่ามีอย่างน้อยก็สองอย่าง
หนึ่งคือเสรีภาพ
และสองคือความสามารถในการจัดการตนเองเบื้องหน้าหัวนมผู้หญิง
ยิ่งไปกว่านี้เราจะไว้ใจได้อย่างไรว่า
อำนาจปิดหัวนมนี้จะถูกใช้เพื่อปิดหัวนมอย่างเดียว
ไม่ได้ไปปิดอย่างอื่นๆ ซึ่งเป็นสิทธิที่เราพึงเห็นด้วย
มันคุ้มแน่หรือครับ?

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s